Food and Sex

Food and Sex

 

 

อยากจะ (จำ) ลองพักเรื่องการบ้าน การเมือง บ้าง เพราะมันรุนแรงเหลือเกิน อีกทั้ง ถ้ากระผม ยังเขียนเรื่องการเมืองไปเรื่อยๆ อาจทำให้ผู้อ่าน เครียดได้

ผมเลยอยากเขียนเรื่องที่ไม่ไร้คุณภาพ (ไม่เอาแบบแก๊สน้ำตาจากเมืองจีน)

 

วันนี้ กระผม จึงอยากเสนอ แนวคิด เกี่ยวกับกิจกรรมร่วมกันของ หญิง และ ชาย เปรียบเทียบกับ การกินอาหารของคนเรา ซึ่งได้ไอเดีย มาจาก คุณ artsnova ขอเชิญพิจารณา

 

การมี sex กัน ก็เหมือนการทานอาหารหนึ่งมื้อ

ถ้าเล่นท่า สองท่า  (มิชชั่นนารี + ด็อกกี้) ก็เหมือนกินกับข้าวสองอย่าง

ถ้าเล่นสามท่า (ออรัล + มิชชั่นนารี + ด็อกกี้) ก็เหมือนมีออร์เดิร์ฟมากินก่อนข้าว + กับข้าวสองอย่าง

ยิ่ง เล่นท่ามาก ก็เหมือน กินกับข้าวมากมายเต็มโต๊ะ

แต่เล่นท่ามากเกินไป ก็เหมือนกินเยอะเกิน อิ่มเกินจนไม่มีความสุข

กินๆ ไปซักพักก็จะหยุด เหมือนเล่นท่าเยอะเกินแล้วก็หยุด ไม่เสร็จ

 

ไม่ใส่ถุง ก็เหมือนเรากินอาหารร้อนๆ ตอนเพิ่งทำเสร็จ

ถ้าใส่ ก็เหมือนสั่งอาหารกลับบ้าน มันเริ่มเย็นแล้ว ไม่อุ่นไมโครเวฟ

แต่ก็ยังพอกินได้ (บางคนก็ชอบกินเย็นๆ หน่อย บางคนต้องกินร้อนๆ เท่านั้น)

 

สโมกกิ้ง ก็เหมือน แฟนเราป้อนข้าวให้ ยังไงก็อร่อย กว่ากินเอง

 

Outdoor ก็เหมือนพาแฟนออกไปกินข้าวนอกบ้าน

ยังไงๆ ก็มีบรรยากาศที่ดี มีความสุข

 

ผู้หญิงไม่มีอารมณ์ ร่วม นอน เฉยๆ ก็เหมือนผู้ชาย กินข้าวเปล่า

 

ผู้หญิงไม่มีอารมณ์เลย ไม่ให้มี sex ด้วย ก็เหมือนไม่ได้กินข้าว

 

เมื่อไม่ได้กินข้าว

ผู้ชายก็ออกไปกินข้าวนอกบ้าน (คนเดียว ไม่เอาแฟนไปด้วย)

นั่นก็คือ การออกไปอาบ อบ นวด (ซื้อเอา)

 

ถ้าไป ลา เดอร์ ฟร้องค์ ก็เหมือนไปกินอาหารทะเลแพงๆ

 

ถ้าไป สนามหลวง ก็เหมือนกินข้าวมันไก่ข้างทาง ถูก แต่อาจโดนกระดูกไก่แทงปากได้ (แฟนมันมาเฝ้า)

 

ถ้าไป โปเซดอน ก็เหมือน ไปกิน S & P แพง แต่ถูกปาก

 

หรือ ถ้าจะเอาทั้งคืน ก็ต้องจ่ายเพิ่ม จองทั้งคืน ก็เหมือนไปกินพวก โออิชิ เพราะว่าเป็น บุฟเฟ่ต์

กินได้เรื่อยๆ แต่ยกหลังๆ ก็เริ่มไม่หนุก เพราะว่า อิ่ม เกินไป

ถ้า ออกไป เอาแต่คนเดิมตลอด ก็หมายความว่า คุณไปกินข้าวนอกบ้าน แล้วก็กินร้านประจำ

เมื่อไหร่ๆ ก็กินแต่ร้านเนี้ยะ

 

ถ้าเล่นสวิงกิ้งสุดเสียวสยอง ก็เหมือนออกไปกินเลี้ยงงานแต่ง แบบโต๊ะจีน คุยกันเอะอะ โวยวาย แต่ก็อิ่มและสนุกพิลึก

 

ถ้าแดงมา ก็เหมือน คุณกินข้าวอยู่ แล้วเจอแมลงในข้าว

เสียอารมณ์ แต่บางคน ก็กินต่อ บางคนก็ไม่เอา เพราะรู้สึกแย่ อดกินไป

 

ถ้ากินอยู่แล้ว ฝ่ายหญิงเจ็บ มันก็เหมือนเรากินอยู่ แล้วกัดเหงือกตัวเอง

เจ็บ กินแล้วก็เริ่มไม่อร่อย

 

เคยคิดหรือเปล่าว่า ผู้ชาย ไม่ได้กินอาหารจะเป็นยังไง

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณผู้หญิง ชอบที่จะกินอาหารให้อร่อยแล้วล่ะก็

อย่าลืมว่า ผู้ชายก็ต้องการกินอาหารแบบของผู้ชายนะ

 

ปล. ไม่ได้เอาประสบการณ์มาเขียนนะจ๊ะ 

เด๋วจะหาว่า เป็นคนไม่ดี 

 

Idea by Artsnova

Created by Emoo

 

Posted in Uncategorized | 4 Comments

10 เหตุผล ที่คนเกลียดพาลธมิตร

3 กันยายน 2551

10 เหตุผลที่ ทำไมเราถึงเกลียดพาลธมิตร

 

1.   รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่ประชาชน(คนไทย) เลือกตั้งมาแบบถูกกฎหมาย แต่มีพวกคนชั่วห้าคน (แถมเป็นคนชั่วข้างถนน) ชักนำคนโง่ทั่วประเทศ (ซึ่งน้อยกว่าเสียงส่วนใหญ่ เพราะเลือกตั้งมาแล้ว เค้าเลือกสมัครเป็นนายกกัน) เพื่อประท้วงและทำความเสียหายให้ประเทศชาติ ถามว่า ทำไมไม่ตั้งตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปเลย ต่อไป ถ้าเลือกตั้งเสร็จ ให้มาเช็คดูว่า พวกแม่งพอใจกันมั้ย ถ้าพอใจ ค่อยเป็นรัฐบาล ถ้าไม่พอใจ ก็ไม่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล

2.    พวกพาลธมิตรทำให้ กว่า 12 ประเทศทั่วโลก ประกาศให้พลเมืองประเทศเค้า งดท่องเที่ยวประเทศไทย สูญเสียรายได้กว่า พันล้านบาท พวกโรงแรม กิจการขนส่ง ทุกอย่าง โดนผลกระทบอย่างรุนแรง

3.    การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ตกวูบ ต่างประเทศไม่กล้าลงทุนในประเทศไทย เพราะพาลธมิตรและประชาชนคนชั่วมันร่วมกัน ทำลายชาติ

4.    ตลาดหุ้นของประเทศไทย ตั้งแต่ พวกมันเริ่มก่อตั้ง และประท้วงเป็นต้นมา ลดลงกว่า สองร้อยกว่าจุด มากเท่ากับ ปีที่แล้วทั้งปี คิดเป็นมูลค่าการขายหุ้นกว่า พันล้าน ล้านบาท

5.    หลายคนบอกว่า รัฐบาลทำไมไม่จัดการ หรือไม่ก็บอกว่า รัฐบาลไม่มีปัญญาจัดการกับพวกมัน เพราะอะไร    ก็เพราะคำว่า สามัคคี นายก พยายามไม่ทำอะไรรุนแรง ตำรวจเข้าไปยึดทำเนียบคืนก็เพราะคำสั่งศาล และนายกก็ย้ำว่า ไม่อยากให้ทำรุนแรง เพราะจัดงาน จากวันแม่ สู่วันพ่อ แต่ไอ่พาลธมิตร เสือกบอกว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรง       กูจะบอกว่า ถ้าใช้ความรุนแรง พวกมึงตายห่ากันไปแล้ว ยิงแม่งเหมือนตอน 14 ตุลา เลย พวกชั่วพวกนี้ อีพวกที่ไปชุมนุมก็ โง่ ไม่มีอะไรทำหรือไง เค้าก็รณรงค์ให้อยู่บ้านกัน สงสัย งานการไม่มีทำ ไม่ก็ผัวทิ้ง เมียทิ้ง ชีวิตไม่เหลืออะไร เลยออกไปก่อความเลวให้บ้านเมืองมันเล่น ตำรวจเค้าก็พยายามไม่รุนแรง พวกประชาชนคนโง่นั่นแหละ ที่พยายาม เอาสิ่งของขว้างใส่ ตำรวจ แล้วถามว่า ตำรวจไม่ใช่คนหรือไงวะ เสือกบอกว่า ตำรวจรังแกประชาชน

6.    พวกแม่งบอกว่า รัฐบาลใช้ความรุนแรง จึงโน้มน้าว สหภาพแรงงาน ของรัฐวิสาหกิจ สไตรค์หยุดงาน ซะงั้น เอาเข้าไป ถ้าประเทศชาติไม่ล่มจม พาลธมิตรไม่หยุดอ่ะ

7.    พวกมันยังเสือกบอกว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ แล้วถ้าพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลอีก พวกพาลธมิตร ก็จะออกมาอีก เอาเข้าไป คิดดูดิ ขนาด เลือกตั้งใหม่ ถ้าพวกมันเป็นเสียงส่วนน้อย มันจะประท้วง ดูความทุเรศของมันดิ

8.    ดูไอ่ (ปะติ)สนธิ ตอนมันโดยศาลเรียกไปขึ้นศาล เรื่อง หมิ่นพระบรมฯ เห็นภาพกันหรือเปล่า มีประชาชน (คนโง่) เดินตามไปส่งมันเป็นพรวน ผมว่า นี่แหละ ที่มันทำมาทั้งหมด อยากจะมีลูกน้องโง่ๆ ตามเป็นพรวน อยากมีคนหนุนท้ายเยอะๆ อยากมีคนต้อนรับ เท่านั้น ไม่พอ พวกแม่ง ทั้งไอ่ปะติสนทิ ทั้งไอ่จองจำ ทั้งไอ่ สุริยักใหย่ พวกแม่งจะชอบยืนอยู่บนรถสิบล้อ แล้วให้พวกประชาชนคนโง่ๆ อยู่ข้างล่าง แล้วพวกมันก็มองลงไป เหมือนมีลิ่วล้อ ยืนใส่เสื้อเหลืองเต็มไปหมด

9.    พูดถึงเสื้อเหลือง คิดว่า ที่พวกแม่ง ยึดเอาสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของในหลวง ไปใส่ ทำลายประเทศชาติ มันดีแล้วเหรอ คิดหรือว่า พ่อหลวงของพวกเราจะดีใจ ที่พวกแม่งใส่เสื้อเหลืองออกมา ทำลายชาติ พวกคุณคิดกันมั้ยว่า พวกมัน น่ารังเกียจ

10.                     พวกมันมีการแจกเงิน ของกิน ของใช้ต่างๆ ให้พวกผู้ชุมนุมด้วย นี่ทำให้ คนจนในกรุงเทพ ที่ไม่มีที่อยู่ ที่กิน ไปรวมตัวกัน กินฟรี มีที่ซุกหัวนอน (เหมือนจะเป็นคนดี) และพวกมันจึงสามารถรวบรวมคนได้เยอะ พวกมันไม่สนใจว่า ใครกันที่มาชุมนุมช่วยพวกมัน พวกมันสนใจก็แค่ อยากให้มีคนเยอะๆ จะได้มีอำนาจที่จะสามารถ ต่อรองกับรัฐบาลได้

 

 

Emoo

3 September 2008

 

Posted in Uncategorized | 5 Comments

ชีวิตคู่อยู่ที่คุณเลือก

พอดีได้เมล์ฉบับหนึ่งมาอ่าน แล้วหงุดหงิดหัวใจมากๆ เลยเอามาเขียนเพิ่มแล้วส่งต่อทางเมล์
มีใจความดังนี้
 
ผมในฐานะผู้ชายไทยคนหนึ่งที่รักภรรยามากๆ อยากจะเล่าเรื่องตัวเองกับภรรยาให้ฟังบ้างครับ ภรรยาผมตั้งแต่คบมา 12 ปีนั้น
 
ไม่เคย:
1. ทำงานบ้านใดๆ เลย ไม่ชอบและไม่ทำ มีบ้างนานๆ ครั้ง นับครั้งได้
(แถวบ้านเรียกโคตรพ่อขี้เกียจ กะจะใช้ผัวอย่างเดียวล่ะสิ)
2. ไม่ทำอาหารให้ทานเลย
(ก็มันขี้เกียจซะขนาดนั้น งานบ้านยังไม่ทำ แล้วคิดว่าจะทำอาหารให้หัวเหม็นเหรอ)
3. ไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ผมรักหมามาก แต่ เมียไม่ให้เลี้ยงก็ไม่เลี้ยง (วุ้ย) เมียกะหมานะ เลือกหมา เอ้ย เมียอยู่แล้ว
(สัตว์เลี้ยง ยิ่งไปกันใหญ่ เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว อาบน้ำ เหนื่อย แล้วมันจะทำมั้ย)
4. ไม่เคยพูดคำหวานหรือ ให้การ์ดในวันสำคัญ ผมต่างหาก ชอบ surprise เค้าทุกครั้ง (มีบ้างที่เค้าให้การ์ดคือ ผมทวง!)
(คือมันจะหลอกแดกมึงไง)
5. รายได้ผม เดือนเป็นแสนๆ เค้าเก็บบริหารในบ้านหมด ผมได้ใช้อาทิตย์ละ 1,500 ครับ น้อยกว่าเด็กจบใหม่อีก
(ก็มึงได้เป็นแสนๆ แต่เมียมึงไม่ทำงาน ก็เห็นๆ ว่าเกาะมึงแดกก็พอแล้วไง แล้วมึงก็เสือกโง่ใช้อาทิตย์ละ พันห้าเนอะ)
6. ขี้บ่นมากๆๆ บ่นทุกเรื่องที่บ่นได้
(เค้าเรียก "ข่ม" มึงจะได้กลัวไง)
7. ไม่ชอบแต่งตัว ไม่เคยแต่งหน้าไปทำงานในชีวิต
(อ้าว สรุปเมียมึงทำงานด้วยเหรอ อีกเรื่องคือ มันสวยอยู่แล้ว หรือไม่สวยเลย แต่งไปก็ไม่ขึ้นใช่มะ)
8. ไม่ค่อยเปิดมือถือ จนเพื่อนเค้ารำคาญกันไปหมดแล้ว
(หนีมึงไง ทำเป็นอ้าง กูว่ามันมีชู้ แต่มึงไม่รู้เพราะมึงโง่)
9. ไม่ชอบเดินห้าง ไม่ชอบของทันสมัย hi-tech ซึ่งตรงข้ามกับผม
(รู้ได้ไงว่าไม่เดินห้าง มันไม่เดินห้างกะมึง แต่เดินห้างกะชู้)
แต่….
ผมรักเธอมากยิ่งกว่าชีวิตผม ผมตายแทนเมียได้ทุกเมื่อ
เงินประกันชีวิตเป็นชื่อเธอคนเดียว ทุกข้อที่ยกตัวอย่างมานั้น ส่วนใหญ่ผมรับได้ตั้งแต่ต้น
(งั้นกูว่า มึงตายเร็วๆ นี้แน่ๆ หว่ะ ไอ่ฟาย)
มีบางข้อที่ผมอึดอัดในตอนต้น แต่คุยกันแล้วผมรับได้ครับ และตามใจเธอทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้ว แฟนผมมีความสุข ผมทำให้ได้ทุกอย่าง
(ประเสริฐชิบหายเลย พ่อยอดผัว)
 
ทุกวันนี้ชินและมีความสุขมากๆๆ ถ้าภรรยาผมไปปรับปรุงตัวเองให้เด่นหรือแปลกไป
ผมรับไม่ได้ครับ เพื่อนมีล้อว่า กลัวเมียบ้าง ผมเฉยครับและบอกว่า “ผมมีความสุขมากๆ อยู่แล้ว ไม่แคร์ใครครับ”
(รับไม่ได้ซะงั้น วันหลังโพสรูปเมียมึง กะมึงมั่งนะ อยากเห็นหน้าหว่ะ)
 
ระหว่างเพื่อนกับเมีย…
ผมเลือกเมียครับ เพราะ เวลาคุณแก่ เวลาคุณป่วย เวลาคุณจะตาย
คุณจะกุมมือเพื่อนแล้วร้องไห้หรือป่าวครับ? ลูกเมียต่างหาก คือ คนที่จะแบ่งปัน
ทั้งสุขและทุกข์กับเรา ผมโชคดีที่มีเพื่อนดีๆ ที่ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวผมเยอะมากๆ
ชีวิตผม ผมเลือกเองครับ ผมรักของผมแบบนี้
(มึงต้องเลือกเมียอยู่แล้ว ก็เพื่อนมึงชอบล้อมึงว่า "กลัวเมีย" นี่หว่า
หรืออีกอย่างนึงกูว่า "เพื่อนไม่คบมึงมากกว่าหว่ะ")
 
สิ่งที่จะบอกทุกคนคือ
1. คุณเลือกแฟนของคุณแบบนี้เอง ถ้าเค้าไม่ถูกใจคุณจะไปบ่นทำไม
(ถ้ามีแฟนแบบเมียมึงเค้าเรียกว่า "ไม่ได้เลือก" มากกว่า)
2. No one is perfect. คุณเองก็ไม่ Perfect ผมก็ไม่ perfect แต่ ถ้าคนสองคนรักกันมากๆ เราจะมองแต่ข้อดีของกันและกันครับ Positive thinking กับชีวิตครับ แล้ว ชีวิตจะมีความสุข
(ถูกต้องแล้วว่า No one is perfect แต่เมียมึงเค้าเรียกไม่มีอะไรดีเลยครับพี่น้อง)
3. อย่าไปเปรียบเทียบชีวิตคู่เรากับคู่คนอื่น หากเทียบสูงจะไม่เท่า หากเทียบต่ำยังเหลือ เรายังโชคดีกว่าคนหลายล้านในโลกที่มีโอกาส รัก และ ถูกรัก
(ก็สมควรแล้วว่า "อย่าเปรียบเทียบ" ลองเทียบดูดิ เมียมึงแพ้ทุกประตู)
ถ้าคุณเบื่อแฟนคุณเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วไปมีคนใหม่ เดี๋ยวคุณก็หาเรื่อง ติหาเรื่องว่า แฟนคนใหม่คุณได้อีก คุณไม่รักและภูมิใจในแฟนคุณ แล้ว ใครจะรักครับ และผมไม่อยากให้ผู้หญิงเอาเรื่องผมไปให้แฟนคุณอ่านเพื่อให้ทำตาม คนไม่ใช่หุ่นยนต์ครับ
(ที่มึงไปมีใหม่ไม่ได้ เพราะการที่มึงเสือกเลือกเมีย "ห่วยๆ" ของมึงมา แสดงว่า มึงต้องเป็นพวกจีบผู้หญิงไม่เป็นแน่ๆ
ไม่งั้นคงเลือกมากกว่านี้ ได้ที่ดีกว่านี้ เพราะฉะนั้น มึงไม่มีปัญญามีกิ๊กหรือน้อยหรอก
กรุณาเคารพตัวตนปัจเจกชนของผู้ชายแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันด้วย
เพราะผู้หญิงหลายคนหรือคุณเองก็ทำสิ่งดีๆ ที่แฟนผมทำมากมายให้ผมไม่ได้
ภรรยาของผมมีข้อดีเป็นล้านๆๆ ข้อ มากกว่าข้อเสียเก้าข้อข้างต้น เช่น
1. เป็นเด็กเรียน ไม่เคยเที่ยวกลางคืนในชีวิต
(กบในกะลา ไม่เคยลองแล้วจะรู้ได้ไงว่าหนุกแค่ไหน)
2. ไม่ดื่มเหล้าเบียร์และเล่นอบายมุขใดๆ และเป็นคนใจบุญมากๆ
(เหล้าไม่ดีตรงไหน พระเยซูยังกินไวน์เลย)
3. ท่องชินบัญชรได้คล่อง ตอนแต่งงาน ท่องบทสวดได้หมด ผมไม่ได้เลย! อายสุดๆๆ สุดท้ายผมก็พัฒนาเรื่อง! ทางธรรมไปให้ใกล้เธอมากที่สุด
(แปลกนะ พ่อประเสริฐแบบมึงเสือกท่องไม่ได้เลย)
4. พยายามครับ, ภรรยาผมให้นมลูกเองมาสองปีกว่า เหนื่อยมากๆ แต่
เธอไม่บ่นสักคำ ผมซึ้งมากครับ มีกี่คนในประเทศที่เป็นแบบนี้
(รู้ได้ไงวะ ว่ามีน้อย กูว่าเยอะนะ ที่เค้าให้นมลูกเอง แล้วไม่บ่นอ่ะ
เพียงแต่เค้าไม่เขียนส่งแบบมึงมากกว่า)
ผมภูมิใจของผมเองนะ ไม่ได้โอ้อวด, ผมจะถอยรถ Accord ป้ายแดงให้ภรรยา เธอยืนยันขอขับรถเล็กคันเก่าใช้มาสองแสนโลแล้ว ไปเรื่อยๆ รถซื้อมาราคาลดสมชื่อ เก็บเงินให้ลูกดีกว่า เธอว่างั้นครับ
เรื่องอื่นๆฟุ่มเฟือยไม่ต้องพูดถึง เธอใช้มือถือรุ่นเก่าสุดครับ ยิ่งไปกว่านั้น
ผมเป็นแฟนคนแรกในชีวิตเธอครับ เดี๋ยวนี้อย่าถามวัยรุ่นสมัยนี้เลยครับเรื่องนี้
(เหอๆ มึงคิดว่าผู้หญิงโคตรห่วยอย่างนี้ จะมีคนเอาเหรอวะ
ไอ่ฟายยยยย ไม่คิดบ้างเลย)
 
อายุสามสิบต้นๆ เราปลดหนี้บ้าน 150 ตารางวาแถวรามคำแหง
ราคาตลาดตอนนี้ 8-10 ล้านในเวลาเพียง 6 ปี เรามีรถหลายคัน
เรามีทุกอย่างที่เราอยากได้ มีเงินเก็บเป็นล้าน ไปเที่ยวเมืองนอกทุกปี
(ถ้ามึงได้คนอื่นเป็นเมีย อาจได้ไปเมืองนอก สามปีครั้งก็ได้นะ)
ด้วยการบริหารเงินในบ้านของเธอ เราคิดว่า ก่อนสี่สิบเราสามารถเกษียณตัวเองได้ ถ้าเราอยากทำ
ทั้งที่เราสองคนเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งคู่ โหนรถเมล์มาด้วยกัน
ทุกอย่างมาจากสองมือเรา
ไม่มีจากที่บ้านเลยเพราะครอบครัวที่บ้านเราทั้งสองรับราชการทั้งคู่
(โอววว นี่สรุปเจอกันบนรถเมล์หรือนี่ นี่ตกใจจริงๆ)
ผมอยาก สรุปสั้นๆว่า
ถ้าเรามัวหลงระเริงกับกิเลสรอบข้างไม่ว่าจะเป็นกิ๊กใหม่ที่ดูสาวกว่าแฟนเรา
ดูหนุ่มดูดีกว่าแฟนเรา ปรับตัวเราไปให้ดึงดูดเค้า
เราจะไม่มีวันพอใจกับคู่และชีวิตเลยครับ คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิตและไม่มีวันพบรักแท้
(ก็จริง แต่อย่างน้อย ก็ได้ขึ้นชื่อว่า "เลือกคู่" ไม่ใช่เอาเมียห่วยๆ แบบมึงมาทำเมีย
แบบนั้นเค้าเรียกว่า "ไม่เลือก")
ลองนึกเล่นๆว่า ถ้าสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราสมัยนั้น เป็นแบบรุ่นเราบางคน
สังคมไทยคงวิบัติสุดๆครับ เราคงไม่อยากให้รุ่นลูก
รุ่นหลานของเรานำด้านไม่ดีของรุ่นเราไปปรับใช้นะครับ เหรียญมีสองด้านครับอยู่ที่มองด้านไหน คุณอาจจะปรับตัวเองเพื่อหลอกบางคน บางเวลาได้  แต่คุณหลอกทุกคน ทุกเวลาไม่ได้ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ
เค้าจะรักที่ตัวคุณ ไม่ใช่เสื้อผ้า เครื่องประดับหรือเงินคุณ
(กูว่ามึงนั่นแหละมองด้านเดียว เมียมึงแบบว่าไร้ความบรรยายเลยนะนั่น เสือกบ้าบออีก)
จงพอใจกับคู่ของคุณเพราะ ‘คุณเป็นคนเลือกเองครับ’
(มึงนั่นแหละ "เลือกเอง")
ก่อนมาเขียนก็เกริ่นๆ กับภรรยาแล้วแต่เค้าไม่อยากให้มาเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟังแต่
ผมคิดว่าจำเป็นครับที่อยากให้ทุกท่านโหวตให้ผมครับเพื่ออีกกระทู้ชู้กิ๊กนั้นจะได้ตกไป
และสังคมไทยจะได้มีอีกมุมมอง! ที่แตกต่างกันไปในทางที่ดีครับ……………..
(เมียมึงก็ต้องไม่อยากให้เขียนดิ ใครจะอยากเอาความทุเรศของตัวเองมาประจานในเน็ต)
Present by Emoo
ปล. วันหลังเพื่อนๆ หรือใครๆ ก็ตามที่ได้เมล์แบบนี้มา ไม่ต้องเสือกส่งมาถึงกูนะ กูรำคาญพอๆ กับพวกม๊อบเลยหว่ะ
เมล์กู
accytee@hotmail.com
 
Posted in Uncategorized | 2 Comments

Jow’s Wedding Ceremony

My bro’s Wedding Ceremony

 

ที่กระผมต้องกลับจากออสเตรเลียก่อนเพื่อนผองทั้งหลาย จนไม่ได้ไปงานแต่งงานเพื่อน (พี่อ้วน) กับ ร็อคกี้ เมท กระผม นั้นก็เนื่องมาจากมีรับสั่งของท่านพ่อท่านแม่ให้กลับมาบ้านเป็นการด่วน เพื่อเตรียมงานแต่งงานของพี่ชายแท้ๆ คนเดียวของกระผมนั่นเอง

แต่กระนั้นแล้วเรื่องราวน่าตื่นเต้นและน่าเศร้าของกระผมหลังจากกลับมาจากเมลเบิร์นก็มีมากมายนัก

ขอเชิญพิจารณา

 

ภารกิจแรก

ภารกิจแรกและภารกิจหลักของกระผมที่ต้องกลับมาอย่างเร่งด่วนก็คือ

……

…..

….

เฝ้าร้าน

..

.

ถูกต้องแล้วครับ เฝ้าร้านอะไหล่ ร้านของที่บ้านผมนี่แหละ

 

ทำไมต้องเฝ้า???

 

เพราะว่า งานหมั้นของพี่โจว

(พี่ชายของกระผม ที่กระผมแทบไม่เคยเรียกมันว่า พี่ หรือ กอ เลยตั้งแต่เด็ก มีแต่คุยกันว่า มึง หรือ กู หรือไม่ก็ คิง หรือ ฮา ในภาษาเหนือ นี่แหละ)

ต้องไปจัดที่นครปฐม โดยเจ้าสาวเป็นเจ้าภาพ  และที่บ้านกระผม

และญาติโกโหติกา ตินก ติแร้ง ติอินทรีย์ ของกระผมนั้น ไปกันหมดบ้านเลย โดยเหลือน้องชายแท้ๆ ของเจ้าบ่าว อยู่ที่บ้าน เฝ้าร้านไว้ กลัวร้านหาย

 

บางคนถามว่า ทำไมต้องเฝ้าด้วย ทำไมถึงไม่ปิดร้านล่ะ???

คำตอบคือ ปิดไม่ได้ เพราะว่า การปิดร้านถึงสามวัน สำหรับครอบครัวกระผมนั้น หมายถึงสูญเสียรายได้ ไปกว่า ร้อยล้านบาท (อันนี้ล้อเล่น)

กระผมซึ่งจบการบริหารธุรกิจทั้งตรี และโทนอก จะวิเคราะห์ให้ฟัง

 

หนึ่ง  สูญเสียรายได้มหาศาล (ร้อยล้าน)

 

สอง   นักลงทุน(ลูกค้า) ทั้งใน(ไทย)และนอก(ลาว, พม่า) อาจเสียความมั่นใจในเศรษฐกิจของร้าน จนอาจทำให้ชะลอการลงทุนในช่วงนี้ได้ ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ค่อยดี เนื่องมาจากปัญหาซับไพรม์ในอเมริกาแล้วด้วย จึงไม่ควรปิดร้านที่ทำให้ลดความน่าเชื่อถือลงไป

 

สาม   เมื่อร้านอะไหล่มอเตอร์ไซร้านใหญ่ในเชียงรายปิดตัวลงสามวัน แล้วไม่สามารถส่งอะไหล่ให้กับร้านซ่อมรถร้านเล็กๆ ในเชียงรายได้ อาจทำให้เด็กแซ็ปและสก๊อย (หรือที่กทม.เรียกว่าเด็กแวนท์) ที่มีปัญหากับรถคู่ใจของพวกมัน (เพราะไม่สามารถซ่อมรถพวกมันได้) เกิดออกอาละวาดในเชียงราย ทำให้ประชาชนขวัญผวากันเป็นแถบๆ และจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของเชียงราย จนทำให้ระบบเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมของประเทศไทยแย่ลง จนทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วนได้

 

สี่      การปล่อยให้ลูกค้าเก่าของเรา ต้องไปซื้อสินค้าของร้านอื่นๆ (ร้านคู่แข่ง) ย่อมไม่ใช่ผลดีแน่ๆ สำหรับนักธุรกิจที่ชาญฉลาด

 

ห้า    บ้านกระผม มีสมาชิกทั้งหมด เจ็ดคน เรียงตามลำดับความอาวุโสคือ พ่อ, แม่, พี่ซู่หลิง และ เกร็ก

(แฟนพี่ซู่หลิง), พี่ซูซาน, พี่โจว(เจ้าบ่าว), แล้วก็กระผม

 

โปรดใช้สมองน้อยๆ ของท่านคิดดูว่าใครสมควรที่จะเฝ้าร้าน

..

.

กระผมนี่เองแหละ

ภาษาชาวบ้านเค้าบอกว่า หวยมาลงที่กู

 

ยังไม่ได้เข้าเรื่องงานแต่งซักกะนิด ก็ล่อไปซะยืดยาว

 

คราวนี้ ขอข้ามเรื่องงานหมั้นไป เพราะกระผมไม่ได้เข้าร่วมและไม่รับรู้อะไรเลย

 

เมื่อเสร็จพิธีหมั้น อีกแค่สองอาทิตย์ต่อมาก็เป็นงานแต่งเลย

 

ไม่รู้ว่าเคยบอกมั้ยว่า บ้านกระผม มีโรงแรมด้วย ตอนนี้ มีทั้งหมด 149 ห้อง และผู้ที่ดูแลจัดการทั้งหมดก็คือ พี่โจว หรือเจ้าบ่าวนั่นเอง

 

แขกงานแต่งงานทั้งหมดคราวนี้ ไม่ว่าจะมาจากกทม. เมืองนอก บ้านนอก หรือขี้นอก ทั้งหมดจึงพักโรงแรมของครอบครัวกระผม ฟรี!!

 

 

เข้าเรื่องงานดีกว่า

กระผมและพี่ซู่หลิง ต้องเป็นพิธีกรในงานแต่งงานคราวนี้ จึงต้องทำเตรียมตัวค่อนข้างนาน ทั้งเขียน Script ท่อง Script และยังต้อง Organize งานให้ออกมาดีอีกต่างหาก ก็เลยเหนื่อยเป็นพิเศษ

 

คืนวันที่ 25 มกราคม 2551

 

เนื่องจากครอบครัวของกระผมไปดูฤกษ์งามยามดีกับหมอดูชื่อดังไว้ ในการรับตัวเจ้าสาวเข้าบ้าน

และฤกษ์ที่ว่านั่นก็คือ ตีสาม!! พระเจ้าช่วยกล้วยบวดชี ฤกษ์ดีจริงๆ

 

ว่าแล้วก็เลยจัดงานเลี้ยงซะเลย เพราะว่า คืนนั้น ต้องให้ คุณอา และคุณน้า รวมทั้งหมดสี่คู่ ขับรถไปพร้อมเจ้าบ่าว เพื่อไปรับตัวเจ้าสาว

 

เวลา สามทุ่ม ญาติๆ จึงมารวมตัวบ้านกระผม เหมือนเป็นงานรวมญาติครั้งใหญ่

ก็นั่งคุยกันสนุกสนาน ทั้งอาๆ และน้าๆ ก็เริ่มคิกคัก ถามหาเครื่องดื่มที่ทำให้คึกคักมากยิ่งขึ้น กระผมจึงไปหยิบกระทิงแดงมาให้

 

แต่เนื่องจากคุณพ่อของผมเป็นนักสะสมเหล้า(แต่คุณพ่อไม่ดื่ม) ที่มีลูกชายคนสุดท้องเป็นนักดื่มอย่างเดียวแต่ไม่สะสม คุณพ่อจึงเปิด พี่จอนนี่นักเดินทางฉบับสีเขียว (Green Label)ขนาด สองลิตร เพื่อกำนัลน้องๆ ของคุณพ่อ ภาษาวัยรุ่นแถวบ้านสันป่าหนาด เรียกว่า ลาบปาก ครับ

 

กระผมเลยได้ลิ้มรส กรีน หลังจากเพิ่ง กระแทก โกลด์ บนเครื่องบินขา กลับจากเมลเบิร์น มากหมาดๆ

 

เวลาเกือบเที่ยงคืน ญาติๆ ก็เริ่มกลับบ้านกัน เหลือเพียงแค่คนที่ต้องไปรับเจ้าสาวเท่านั้น รวมถึงกระผม พี่เบส (เพื่อนของโจวซึ่งผมก็รู้จัก) พี่ซูซาน พี่ซู่หลิง และ เกร็ก นั่งกินกรีนจนหมด ตามด้วย แบล็คห้าลิตร กันต่อ

และเมื่อเวลาล่วงเลยไปเกือบตีหนึ่ง อาๆ น้าๆ ก็กลับกันหมด รวมถึงกระผมก็ขึ้นไปนอน โดยไม่สนฤกษ์งามยามดีอีกต่อไป

 

เวลาตีสี่

** ช่วงนี้ทุกคนก็ทำพิธีรับเจ้าสาวเข้าบ้านกันอย่างสนุกสนาน โดยที่กระผมก็นอนอย่างสนุกสนานคนเดียว**

 

ตื่นมาแปดโมงครึ่ง เพิ่งรู้ตอนเช้าว่า ท่านแม่ ได้นอนเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น เพราะต้องตื่นมาเปิดร้านตอน เจ็ดครึ่ง (ก็บอกแล้วว่า ร้านสำคัญกับเศรษฐกิจโลก)

พอกระผมลงมา ท่านแม่ก็ออกไปแต่งหน้าทำผม เตรียมรับมือพิธียกน้ำชา บ่ายนี้

 

พอตอนเที่ยงกว่า กระผมตัดสินใจปรึกษาท่านพ่อ และท่านแม่ว่า ขอทำลายระบบเศรษฐกิจโลกซักครึ่งวันเถอะ (ปิดร้าน) และก็ได้รับอนุมัติ เพราะตัวกระผมก็ยังไม่ได้เตรียม Script เลย

 

เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง พิธียกน้ำชา

 

กระผมและพี่ซู่หลิงก็เป็นพิธีกร โดยเชิญญาติๆ ออกมาทีละคน หรือไม่ก็ทีละคู่ โดยคู่เจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็จะยกน้ำชาให้ผู้ใหญ่ดื่ม เพื่อเป็นศิริมงคล สิงห์วังชา (ออ ไม่ใช่ นั่นมันนักมวย ต้องศิริมงคลเฉยๆ) และผู้ใหญ่ก็จะให้แก้ว แหวน เงิน ทอง ต่อคู่บ่าวสาว และกล่าวความรู้สึกให้ฟังกัน

จังหวะนี้ พี่แอม (เจ้าสาว) น้ำตาไหล บ่อยมาก เพราะแต่ละคนพูดได้ซึ้งกินหัวใจ กินตับ กินม้าม กินไส้ จนหมดพุง

 

ส่วนน้องๆ หรือผู้ที่อายุน้อยกว่า เช่นกระผม ก็จะเป็นคนยกน้ำชาให้คู่บ่าวสาว ดื่ม และคู่บ่าวสาว ก็จะมี ซองเงิน ให้เพื่อตอบแทน

 

เสร็จบ่ายห้าโมง

 

ในการ์ดเชิญงานแต่งงานระบุไว้ว่า งานเริ่มหกโมง

เชื่อมั้ยว่า คนเชียงราย เป็นพวกมาก่อนเวลา คือห้าครึ่งก็มากันตรึมแระ

 

ความสนุกสนานอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ประธานที่จะเป็นคนขึ้นมากล่าวอวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาว นั่นก็คือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ท่าน…. ติดงานพ่อขุน จึงยังมาไม่ได้ และงานก็เริ่มไม่ได้

 

งานพ่อขุน หรือเรียกเต็มๆ ว่า งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช ที่จะมีทั้งหมด เจ็ดวัน และมีนักดนตรีชื่อดังมาทุกวัน อาทิเช่น So cool, Retrospect, Nego jump, Cell, Clash, Hangman, etc.

เชื่อมั้ยว่า กระผมไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตในงานเลย

เพราะอะไรรู้มั้ย

เพราะเด็ก แซ๊ปและสก๊อย ที่นี่มันโหดมั่กๆ อ่ะดิ

 

ยอดผู้เสียชีวิตรวมของงานพ่อขุนเชียงรายรวม เจ็ดวัน มากกว่า ยอดผู้เสียชีวิตรวม เจ็ดวันอันตรายช่วงสงค์กรานต์ ซะอีก

 

แล้วอีตารองผู้ว่า ก็ไปเปิดงานพ่อขุน จึงยังไม่สามารถมาได้

 

ตอนนี้ ทุ่มนิดๆ แขกมากันเกือบครบแล้ว (มากกว่า 90%)

แต่ท่านรองผู้ว่ายังไม่มา

ทำไงดี

 

ไม่เป็นไร เรามีแขกท่านผู้ใหญ่ที่มีราศีสุดๆ อยู่ เป็นเพื่อนของพ่อเจ้าสาว

นั่นคือ

พลอากาศโทสุบิน ชิวปรีชา นายแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

 

แค่ตอนประกาศชื่อ แขกผู้มีเกียรติก็อึ้งกันเป็นแถวๆ

กระผมคิดในใจ ถ้าอีรองผู้ว่ามา คงตกกระป๋องอ่ะ

 

จุดสำคัญของงานคือ การสัมภาษณ์ความรู้สึกของเจ้าบ่าวเจ้าสาว

กระผมและพี่ซู่หลิง ขึ้นไปบนเวที เพื่อถามความรู้สึกของ โจว

 

โจว ผู้ซึ่งเตรียม Script มาอย่างดี กระซิบเบาๆ ว่า อย่าเสือกมีคำถามนอกบทนะ

ตอนแรกกระผมก็อยากจะถามนอกบทซักหน่อย เป็นของขวัญให้มัน แต่กลัวมันเตะเอา หลังงานเลิกเลยไม่ได้นอกบท

คำถามคือ รู้สึกยังไงบ้างกับเจ้าสาว

 

โจว: ตลอดเวลา ห้าปีครึ่งที่คบเป็นแฟนกันมา แอมเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคนนึง พวกเรามีช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก แอมทำงานที่กรุงเทพ และเรียนโท ส่วนผมก็ดูกิจการโรงแรมอยู่เชียงราย เราอยู่ห่างไกลกันตลอด แต่เราไม่เคยหยุดรักกันเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะรักกันยิ่งขึ้นไปอีก

 

สาบานได้ว่า คนที่ไม่ได้อยู่ห่างไกลคนที่เรารัก ไม่มีทางเข้าใจเลยครับ

ผมก็เจอประสบการณ์นี้มาก่อน ถึงได้รู้ดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน

กระผมน้ำตาคลอเบ้านิดๆ แต่ต้องข่มอารมณ์ไว้ เพราะกลัวไม่หล่อ

 

จากนั้นก็รินแชมเปญ ตัดเค้ก ตามประสา งานแต่งงาน

ภายในงาน ตัวกระผมก็เจอเพื่อนรุ่นเดียวกันที่รู้จักกับพี่ชายผมด้วย อาทิเช่น บ๊อบบี้ เนม  น็อต ฟ้า เชอรี่

 

และแล้วก็จบงานใหญ่อย่างมีความสุขอีกครั้ง

ยังไงก็สามารถชมรูปภาพได้ที่ album เลยนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted in Uncategorized | 11 Comments

E-Mail นรก

E-Mail สุดยอดแห่งการสื่อสารและวิธีการกำจัดความรำคาญจากเมล์ขยะ

 

เชื่อมั้ยครับพี่น้อง กูนั่งเขียนบทความอันนี้ เป็นอันที่สามในรอบหนึ่งอาทิตย์

แต่สองอันแรก เขียนๆ ไป ไม่หนุก เลยไม่โพสต์ และไม่ส่งเมล์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน

 

เข้าเรื่องเลยละกัน

ตั้งแต่เล่น internet เช็คเมล์ เล่น msn มา ก็หลายปีดีดัดอยู่

อยากจะบอกว่า ได้อีเมล์ ขยะ หรือลูกโซ่ มาเป็นพันๆ ซ้ำๆ กันอื้อเลย และมีครั้งหนึ่งได้อีเมล์ ประมาณว่า แฉความฮิตของอีเมลล์ที่ส่งกันมากที่สุด กูเลยได้ไอเดียดีๆ ที่อยากเขียนมานานมากแล้ว

 

บทความนี้มีเพื่อกำจัดอีเมล์ไร้สาระ ขยะ ที่ชอบส่งกันชิบหายให้มันหมดไปจากโลกนี้ เพื่อให้คนชอบเช็คอีเมล์ไม่เบื่อ และไม่รำคาญ

อีกทั้งยังเป็นการวิจารณ์คนชอบส่งเมล์ไร้สาระอีกด้วย

 

ขอเชิญพิจารณา

Present by Emoo

 

อันดับแรก

 

อีเมล์ที่บอกว่า hotmail จะระงับการใช้งานของผู้ใช้ ถ้าไม่ส่งเมล์อันหนึ่งให้เพื่อนๆ

 

อันนี้ ช่วงนี้ก็ไม่ได้แล้ว คิดว่าสูญพันธ์ไปแล้วแต่ช่างหัวมัน ขอย้อนกลับไปวิจารณ์หน่อยครับ

 

อีเมล์นี้มันได้ผลมากเลย เพราะคนส่วนใหญ่ก็ใช้ hotmail กันทั้งนั้น

แล้วก็กลัวเหลือเกินว่า จะถูกระงับ

กูเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ส่งต่อ

ตอนนี้ ก็ยังใช้ได้ ไม่เห็นเป็นแป๊ะอาไร

 

แล้วก็ไม่เข้าใจว่า บางคนส่งแล้วส่งอีก ได้แล้วได้อีก ประมาณว่า เคย forward ไปทีนึงแล้ว เป็นร้อยคนเลย พอเพื่อนๆ ได้รับมันก็เสือกส่งกลับมาอีก ไม่เข้าใจว่า จะส่งหาอะไร

 

อันดับสอง

 

อีเมล์ป้าแก่ล้วงไห

 

มันจะบอกประมานว่า อีป้าแก่ไปซื้ออาหารหมาหรือแมวซักอย่างนี่แหละ

แล้วคนขายไม่ยอมขายให้ เพราะกลัวอีป้าจะแดกเอง ต้องไปเอาสัดให้แม่งดู

อีป้าเลยไปเอาไหมา แล้วคนขายก็ล้วงไปดู

 

แล้วมันก็บอกให้เราส่งต่อไป แปดคน แล้วกด F8 อะไรประมานเนี้ย แล้วจะรู้ว่าเป็นอะไร

 

ขอบอกครับพี่น้อง

กูอยากรู้มาก เลยส่งไป

ก็ไม่เห็นมีเหี้ยอาไรเลย

 

ตอนแรกยังโง่อยู่ เลยส่งอีก เปลี่ยนคนด้วย

ก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี

สุดท้ายได้อ่านเมล์ข้างต้นที่บอกเค้าก็บอกว่า มันไม่มีอะไร

 

เท่านั้นไม่พอครับ

 

เมื่อไม่นานมานี้ มีเมล์ป้าแก่ มาอีก

คราวนี้ มาแบบ ฉบับ English Version ไม่มีแปลไทย

กูก็ไม่ได้เอะใจ ส่งแม่งอีก

แล้วก็รู้อีกว่า ตัวเองโง่อีก

เซ็งมากเลย

 

อันดับสาม

 

อีเมล์เพื่อน ความรัก สิ่งดีๆ

 

อันนี้ดีหน่อยครับ

ส่วนตัวแล้ว ก็ชอบเหมือนกันนะ

 

ใจความส่วนใหญ่ มักจะบอกว่า

 

เพื่อนดีอย่างโน้น เพื่อนดีอย่างนี้

หรือไม่ก็

ความรักเป็นอย่างโน้น ความรักเป็นอย่างนี้

หรือไม่ก็

เป็นกลอน น่ารักๆ

 

แต่ไม่วาย

ไม่เข้าใจว่า ลงท้ายทำไมต้องเสือกบอกว่า

 

ถ้าไม่ส่งต่อไปให้เพื่อน มากกว่าสิบคน ขอให้ไม่มีเพื่อนคบ หรือไม่มีคนรัก

 

กูไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เมล์ดีๆ อย่างนี้ จะเสือกมีลงท้าย ทุเรศๆ ทำไม

ถ้าเราอ่านแล้วชอบเราก็ส่งเองแหละ

จะบอกว่า เพราะส่งเมล์อันนี้ ให้เพื่อนเยอะๆ นี่แหละ เพื่อนถึงเลิกคบมึง

 

คาดว่า คนต้นคิด คงเป็นพวกเพื่อนน้อย ไร้คนรัก อยากเด่นดัง โรคจิต

เลยต้องหาวิธีทำให้มันส่งเยอะๆ

 

อันดับสี่

 

อันนี้ ผมขอด่าคนต้นคิดเลยครับว่า

สันดานหอยหลอด ส้นตีนหน้าเหี้ยมั่กๆ

 

เป็นรูปจ้าวแม่กวนอิม

บอกว่า จะโชคดีมีสุข แต่ถ้าไม่ส่งต่อ ขอให้ชิวิตเน่า อะไรประมานเนี้ย

 

คือ เลวมากครับ ใช้ความเป็นที่เคารพ นับถือ ของจ้าวแม่กวนอิม

มาบีบบังคับให้ส่งต่อเยอะๆ

จ้าวแม่กวนอิมเค้าคงมาเล่นเมล์กับพวกมึงหรอก

 

อันดับห้า

 

อันนี้ มีทั้งไทยและอังกฤษอีกแล้ว

นั่นคือ

 

เอารูปคนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง มาแนบไว้

แล้วมีการบอกวันเวลาด้วยนะ

ว่าถ้าไม่ส่งต่อจะรถชน บ้านระเบิด พ่อตาย ว่าไปเรื่อยๆ

 

คือแม่งโรคจิตมากอ่ะ

 

และยังมีอีกหลายรูปแบบเมล์ ที่แช่งให้ซวยถ้าไม่ส่งต่อ

 

 

 

แต่มีอันนึงครับที่กระผมขอละเว้น

 

คือเมล์ขอความช่วยเหลือเรื่อง เลือด หรือ เงินต่างๆ

เพราะว่า ได้มีประสบการณ์ตรงจากเพื่อนที่รู้จักเลย

คือพ่อเค้าเป็นมะเร็งแล้วต้องการเลือด

แล้วเค้าก็จะระบุมาว่า อยู่ รพ อะไร เขียนเมื่อวันที่เท่าไหร่

 

เป็นอีเมล์ที่ขอความช่วยเหลือที่ถูกต้อง

ไม่มีการสาปแช่งว่า ไม่ส่งขอให้พ่อมึงเป็นมั่ง

 

บางเมล์ไม่มีการเขียนวันที่ ไม่มีการเขียน รพ

กูก็นึกในใจว่า แล้วจะส่งทำแป๊ะอาไรครับ

 

เพราะฉะนั้น เมล์แบบนี้ ช่วยกันส่งได้ก็ช่วยๆ กัน

เพราะส่วนตัว กูก็ชอบบริจาคเลือดอยู่แล้ว

เพราะมันเป็นการทำ detox แบบหนึ่ง แถมได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย

 

แต่สำหรับเมล์ขยะ ไร้สาระนี่ อยากให้คนที่ได้อ่าน

ช่วยลบเมล์พวกนี้หน่อย แล้วไม่ต้องเสือกส่งต่อนะ

 

 

สุดท้าย เลยอยากจะแนะนำวิธีการเลี่ยงความน่ารำคาญขอเมล์พวกนี้

 

  1. ถ้าได้เมล์ไร้สาระ พวกนี้มา

บล็อคเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่

บล็อกแม่งเลย แล้วพวกมันจะไม่ส่งถึงคุณอีก

เพราะมันส่งให้คุณไม่ได้

  1. ถ้ายังเสือกมีมาอีก คราวนี้ ส่งกลับไปด่ามันครับ ไม่ว่า จะเป็นใคร เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ส่งกลับไปด่ามัน ว่าไม่ต้องเสือกส่งมาอีก ถ้าเป็นแบบ English Version ก็ส่งกลับไปแบบ English Version สั้นๆ ว่า Fuck off
  2. ถ้ายังมีมาอีก คราวนี้ ขอแนะนำ

ถ้าใครใช้แลปทอป ก็ถอดสายไฟออกก่อน แล้วทุ่มลงไปบนพื้นแข็งๆ แล้วคุณจะไม่ได้เช็คเมล์น่ารำคาญอีก

แต่ไม่แนะนำให้ทำกับคอมสาธารณะ เพราะคุณอาจซวยได้

 

สุดท้ายส่งเมล์นี้กลับไปให้พวกมันอ่าน จะได้กำจัดเมล์ไร้สาระออกไป

 

 

Posted in Uncategorized | 6 Comments

Gold Coast

Cold Coast & Brisbane

 

ตอนแรกกะว่า จะไม่เขียนบล็อกไปเที่ยวครั้งนี้แล้ว แต่ว่า การเที่ยวครั้งนี้มันสนุกมากและควรเก็บไว้ในความทรงจำและบล็อก เมื่อกลับมาถึงเมลเบิร์นจึงรีบจิ้มนิ้วไปที่แป้นคอมอย่างรวดเร็ว

 

ขอเชิญพิจารณา

 

หลังจากสอบเสร็จ เรียนจบปริญญาโท แล้ว ก็ว่างรอกลับเมืองไทยในวันที่ 4 มกราคม เพื่อนๆ ทุกคนก็เตรียมตัวไปเที่ยว Gold Coast ทริปใหญ่อีกหนึ่งทริป การเดินทางครั้งนี้ ไป ห้าวัน สี่คืน มีสมากชิกทั้งหมด เก้าชีวิต ได้แก่ ตี้ อุ้ม แจน ตั๊ก กิ๊บ เตย ลูกหิน เปิ้ล และ พี่อ้วน

 

ช่วงการเตรียมตัว

 

ทริปนี้ ทุกคนก็รู้ดีว่า Gold Coast เป็นเมืองชายทะเล แดดแรง เล่นน้ำทะเล และสวนน้ำ เพื่อนๆ ทุกคนต่างก็ ลดน้ำหนัก กันสุดฤทธิ์ เนื่องด้วยว่า พี่อ้วนและเตย บอกว่า อยู่ที่นี่ ผู้หญิงห้ามใส่ “one piece” เด็ดขาด เพราะมันเชยระเบิด ดังนั้น อีพวกเพื่อนๆ กูก็เลยไปซื้อ บิกินนี่ แต่(ไม่กินนู่น) มาใส่กัน และเพื่อความสวย ก็ต้องรีบลดหน้าท้อง อันอวบอั๋น กันใหญ่ แต่ขอบอกว่า ไม่ทันแล้ว เพื่อนๆ กูไม่สามารถ จะลดหน้าท้องที่มีมาแต่กำเนิดของพวกมันให้หายไปได้ สุดท้ายก็เลยต้องทำใจ กันไป

แต่ว่า กระผม ได้เตรียมการล่วงหน้าแล้ว ลดน้ำหนักแม่งตั้งแต่ตอนสอบ ซิทอัพทุกวัน วิดพื้น วันละสองเพลา ก่อนไปเที่ยวครั้งนี้ ก็ไปวิ่งมา ให้หุ่นเข้ารูปสุดๆ กะว่า ถอดเสื้อจะลงเล่นทะเลที นี่เอาแบบสาวๆ กรี๊ดไปเรย

 

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง

 

19 NOV 2007

 

เนื่องจากนั่งเครื่องบิน Jetstar สายการบิน Low Cost ที่มีราคาการเดินทางถูกโคตรๆ พอๆ กับสายการบินโลว์คอส ของไทยที่เพิ่งตกแถวภาคใต้ ทุกคนจึงต้องแหกขี้ตาตื่น ตั้งแต่ ตีสามครึ่ง เพราะเครื่องเจ้ากรรม ดันออก ตอนหกโมงเช้า นั่งแท็กซี่ไปถึงสนามบิน ก็เอาเกมมานั่งเล่น เล่นแม่งจนถึง Gold Coast ไปเรย

 

เมื่อมาถึงสนามบิน พวกเราก็รับกระเป๋าและมองหารถเช่า ที่เราได้ทำการจ่ายมัดจำไปแล้ว AUD$200

เดินไปมา ไม่เจอศูนย์รถยี่ห้อ Rolo เลย

ที่ต้องเช่าของ Rolo เพราะ ยี่ห้อดังๆ อันอื่น มันไม่มีรถตู้ให้เช่า

 

บอกได้ว่า ไม่มีใครในสนามบินรู้จัก Rolo เลยซักคน พวกเราก็เริ่มกลัวโดนต้มกัน นัดเค้าไว้ แปดโมงเช้า นี่มัน แปดโมงสิบแล้ว ทำไม ไม่มีใครมาเลยนะ

 

พี่อ้วนก็บอกว่า ที่ Gold Coast เวลาต่างกับเมลเบิร์นหนึ่งชั่วโมง เนื่องจาก Gold Coast ไม่ปรับ Day Light Saving เพราะฉะนั้น ตอนที่ไปถึงจึงเป็นเวลาแค่ เจ็ดโมงสิบเท่านั้น

 

โอเค ทุกคนเลยไปหาที่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานเพื่อรอรถ กู ตั๊ก และ เปิ้ล เห็นแว็บๆ ว่ามีรถตู้ Rolo  อยู่ จึงเดินไปดู และก็รู้ว่า นี่ต้องเป็นรถพวกเราแน่นอน เพราะเป็น รถตู้ Toyota Commuter

 

เอ๊ะ ประตูรถไม่ได้ล็อคเสียด้วย เพื่อนๆ จึงเปิดเข้าไปสำรวจรถกันอย่างสนุกสนาน แถมยังลองหากุญแจดู เผื่อมีกุญแจ จะได้ขับไปแม่งเลย แต่สุดท้ายก็ไม่มี จึงต้องรอ ต่อไป

 

รอจนแปดโมงสิบห้า ทำไมยังไม่มีใครมา จึงตัดสินใจโทรเข้าออฟฟิตของบริษัทมัน

 

ตี้: อาโหล ผมรอรถที่เช่าไว้อยู่ที่สนามบิน Gold Coast

พนักงาน: บอกชื่อที่จองไว้ด้วย

 

กูก็บอกไป

 

พนักงาน: โอเช เจอแล้ว ตอนนี้ ถึงสนามบินแล้วใช่มั้ย รอตรงที่จอดรถนะ เด๋วส่งคนไปหา อีกห้านาที

ตี้: ……

 

สรุปคือ กูต้องโทรไปบอกมันใช่มั้ยว่า ถึงแล้ว นี่ถ้าไม่โทร คงรอมันไปเรื่อยๆ ถึงสองทุ่ม

 

อ่ะ ไม่เป็นไร ยังไม่ถึงห้านาที ก็มีรถตู้ Toyota Commuter อีกคนขับเข้ามา จอดใกล้ๆ ที่พวกกูยืนรอ อยู่และก็มีพนักงาน ออกมาทักทาย

 

เพื่อนๆ หันหน้ามามองกัน แล้วคิดในใจแบบเสียงดังพร้อมกันว่า อ้าว แล้วอีรถที่พวกกูไปสำรวจมา นั่นรถใครฟะ

 

รีบรับรถแล้วก็ออกเดินทางไปที่พักกันดีก่า

 

ขับจากสนามบินแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ถึงที่พัก แต่ยังไม่สามารถเช็คอินได้ ไม่เป็นไร พวกเราจึงขับไป Brisbane เลย เพราะเหลือเวลาเยอะมาก และเปิ้ล ผู้ซึ่งเคยอยู่ Brisbane มาเป็นปีบอกว่า ไม่ค่อยมีอะไรมาก เที่ยววันเดียวก็พอแล้ว

 

พวกเราจึงขับไปที่ Brisbane กัน โดยมีกูเป็นคนขับรถ และตั๊ก เป็น navigatee (ถ้าเป็นผู้ชายเรียก Navigator) ขับไปประมาณเกือบสองชั่วโมงก็ถึง Brisbane

ที่นี่มันร้อนดีจริงๆ มีคนบอกว่า ออสเตรเลียเนี่ย อยู่ตรงที่รูโอโซน หรือชั้นบรรยากาศมันเบาบางที่สุด แดดนี่ที่จึงร้อน และมีสารห่าเหวอะไรต่างๆ มากมาย แต่พวกเราก็ไม่กลัวกันเลย พอมาถึง Brisbane รีบวิ่งหาร้านขายของใช้ และวิ่งไปหยิบ Sun Block ที่แรงที่สุดเท่าที่โลกนี้จะผลิตขึ้นมาได้ ซื้อมาสี่หลอด ไม่รวมแบบบอบบางไว้สำหรับทาหน้า สำหรับพวกหน้าบาง

(กูคิดในใจ หน้าด้านอย่างพวกมึงไม่ต้องแยกใช้หรอก ทาหลังทาหน้า ก็ทาได้หมดแหละ แต่สงสัยคิดดังไปหน่อย พวกมันจึงได้ยินกันหมด)

 

เสร็จแล้วก็เดินเล่นในเมืองกันแบบร้อนๆ สนุกสนาน บวกกับซื้อของกันอย่างเมามัน แต่เนื่องจาก ค่าจอดรถที่นี่ มันแสนจะแพง ชั่วโมงละ เกือบ ยี่สิบเหรียญ   ราวกับว่า รู้ว่า จะมีนักท่องเที่ยวโง่ๆ มาจากเมลเบิร์น มาจอดรถเดินเล่น มันจึงคิดค่าจอดรถแบบนรกสุด ตกเป็นเงินไทย ก็ ชั่วโมงละ หกร้อยบาท

 

พวกเราจึงไม่ยอมเป็นคนโง่ด้วยการไม่เดินเที่ยวนานเกินไป และพวกเราก็ออกไปเดินห้างใหญ่ ของที่นี่แทน

 

กว่าจะเสร็จก็ปาไปห้าโมงกว่า รีบขับรถกลับที่พัก และออกไปซื้ออาหารการกินกลับมาทำที่ห้องเป็นอาหารเย็น

 

อาหารการกิน พวกเราก็ซื้อกันแบบเรียบง่ายมากๆ รวมๆซื้อของวันแรกก็แค่ ร้อยกว่าเหรียญ เกือบสองร้อย (ง่ายเหี้ยอะไรเนี่ย ประมาณว่า ซื้อของใช้ทุกชนิดที่บ้านตัวเองมี ซื้อของกินทุกอย่างที่บ้านตัวเองมีไว้เก็บ ของกินที่ซื้อมา มีมากกว่า บ้านที่เมลเบิร์นกูมี)

 

กลับมาพี่อ้วน ก็โชว์การทำอาหาร ให้สมกับที่กำลังจะเป็นแม่บ้าน (กำลังจะแต่งงาน) ด้วยการทำ สปาเก็ตตี้ผัดซอส และสปาเก็ตตี้ผัดทูน่า ก็เอร็ดอร่อยกันไป

 

ขอบอกว่า ที่พักดีมาก เป็นห้องนั่งเล่นแบบใหญ่โคตรๆ หนึ่งห้อง สองห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งระเบียง ซึ่งพวกกูพักแยกห้องกัน สองห้องยักษ์ โดยห้องกู (ห้อง 53) อยู่ชั้นหนึ่ง มี แจน อุ้ม ตี้ ตั๊ก ส่วนอีกห้องหนึ่ง (87) อยู่ชั้นสาม เป็น เตย กิ๊บ ลูกหิน พี่อ้วน และเปิ้ล ซึ่งเปิ้ล ดูเหมือนจะเป็นลูกเมียน้อย ก็ต้องโดนระเห็จไปนอน ห้องนั่งเล่น

 

เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วก็ถึงเวลา การนั่งร่ำสุรา ในบรรยากาศที่สุดยอด กินไปคุยไปมีฟามสุขมาก แล้วก็หมดไปหนึ่งวัน

 

20 NOV 2007

 

วันที่สองตื่นเช้ากันมาก เพราะเมื่อคืนนอนกันเร็วเนื่องจากก่อนหน้านี้ นอนกันน้อยมาก จึงสลบกันไปเป็นแถบๆ วันนี้ ออกตั้งแต่ สิบโมงเช้า เดินทางไป Movie World ซึ่งเป็นของ WB ก่อนเข้าก็ซื้อตั๋ว Fun Pass แบบเข้า ได้สามที่ คือ Movie World, Wet & Wild, and Sea World สนนราคา $142

 

เมื่อเข้ามาก็เจอเครื่องเล่นเต็มไปหมด

 

อันแรกก็นี่เลย Bat Wing แบบเป็นหอคอยสูงๆ ขึ้นไปนั่งแล้วมันจะพุ่งขึ้นฟ้าแบบไร้แรงโน้มถ่วง มี กู ตั๊ก พี่อ้วน ลูกหิน และเปิ้ล เป็นผู้กล้าหาญ

 

ต่อมาพวกเราก็ไปดู Shrek Live Show เป็นตัวละครจากเรื่อง Shrek ออกมา show ร้องเพลง เต้น สนุกสนาน น่ารัก

 

อันต่อไปเป็นล่องแก่ง คล้ายๆ แบบสวนสยาม น่าไปเคยมีคนตายมาก่อน เพราะนี่ที่ เครื่องเล่นปลอดภัยมาก การเว้นระยะห่าง จะค่อนข้างห่าง และวันนี้ โชคดีมาก เพราะคนน้อย จึงต่อคิวไม่นานเลย ไม่เกินสิบนาทีก็ได้เล่นแล้ว อีล่องแก่งนี่ ก็ล่องๆ ไปอยู่ดีๆ เอาข้างหลังลงซะงั้น เสียวดีเหมือนกัน และอันสุดท้ายก็จะขึ้นไปสูงๆ แล้วพุ่งลงมา ทำเอาเปียกกันเหมือนกัน อันนี้ ทุกคนเล่นกันหมด เป็นแนว บังคับทุกคนเล่น

 

จากนั้น พวก เราก็ไปกิน Burger, Fish & Chips กันที่ Gotham City เป็นเมืองแบตแมน จริงๆ แล้ว แค่ฉากหลังมันเท่านั้น นั่งกินไปก็ดูขบวนพาเหรด ที่ไม่มีอะไรมาก มีการโชว์ตัวละคร จาก WB อาทิเช่น Shrek, Scoopydoo, Batman, Superman, Cat woman, Tasmania, Tweetie, etc.

 

จากนั้นเปิ้ลก็บอกให้ทุกคนไปเล่น Scoopydoo Coaster บอกว่า เป็นรถรางบ้านผีสิง แต่ไม่น่ากลัวเลย ทุกคนเลยเข้าไปเล่นกันหมด

 

นั่งๆ ไป ก็จะเป็นแนว นั่งชิวๆ ดูผีปัญญาอ่อน ออกมาหลอก ซักพัก อยู่ดีๆ ก็เร่งความเร็ว กลายเป็นรถไฟเหาะ แบบว่า เหวี่ยงโคตรๆ น่ากลัวโคตรๆ ซะงั้น ออกมา เพื่อนๆ จึงประณามเปิ้ล เป็นจอมลวงโลก

 

***เพื่อนๆ ทุกคนจึงเลิกคุยกับเปิ้ล แบนเปิ้ล และเลิกคบมันไปเรยตั้งแต่นั้นมา***

 

อันต่อไป พวกเราไปเล่น Superman เป็นรถไฟเหาะ แบบไม่ตีลังกา แต่ความเร็วมันขั้นสุดยอดมากๆ อันนี้ เป็นเครื่องเล่นอันใหม่ ซึ่งเพิ่งเอามาให้เล่นกัน คนจึงค่อนข้างเยอะนิดนึง รอคิวซักยี่สิบนาที ก่อนเล่นมีการบอกวิธีนั่ง วิธีจับ ทำเอาเพื่อนๆ เสียวกันไปหมด แต่พอนั่งแล้วมันเร็วโคตรๆ จริงๆ ปกติ พวกรถไฟเหาะมันจะต้องปีนอืดๆ ขึ้นไปอยู่ที่สูงแล้วดิ่งลงมาเร็วๆ แต่อีนี่ ตอนขึ้นแม่งเร็วชิบหาย สนุกมากๆ

 

ใกล้ๆ Superman ก็มี เครื่องเล่น รถไฟเหาะอีกอัน ชื่อว่า Lethal Weapon จึงชวนเพื่อนๆ ไปเล่นกัน เดินๆ ไป หลายคนก็เริ่มเสียวไส้ บอกไม่อยากขึ้นแล้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนใจได้เพราะมันไม่มีคนต่อคิวเลย ยังไม่ทันเสียวตอนก่อนเริ่มขึ้น มันก็ออกตัวแล้ว สรุปคือ ขากูชี้ฟ้าแหลกลาญ ตีลังกาแล้วตีลังกาอีก หมุนชิบหาย พอลงมา ลูกหินถึงกับออกอาการซึมเศร้า เหงาหงอย ไปเลย

 

จากนั้นพวกเราก็ไปรอดู Shrek 4D ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำมาย 4D เพราะมัน 4D จริงๆ

 

เราจะเข้าไปนั่งในโรงหนัง ให้ใส่แว่นสามมิติ แล้วมี Shrek แบบตอนพิเศษ ให้ดู ที่ 4D ก็คือ เริ่มมา อีตัว Shrek มันจาม ก็จะมีเศษน้ำพุ่งมาโดนหน้า อย่างตอนขับรถตามเจ้าหญิงเก้าอี้ ก็สั่นตากจังหวะ อย่างตอนมีผีโผล่ออกมา จะมีลมปล่อยที่คอเบาๆ ให้รู้สึกขนลุกนิดๆ รู้สึกว่า อันนี้ ทำได้ดีโคตรๆ อย่างจะมีตอนมังกรพ่นไฟ มันจะพ่นมาทางเรา มันเหมือนจริงกว่า 3D ที่เคยเข้าไปนั่งใส่แว่น ดูที่อื่น อันนี้ หลบลูกไฟกันแทบไม่ทัน สนุกและได้อารมณ์โคตรๆ ไปเลย

 

ออกมาก็เดินไปฝั่งเด็ก เป็น Movie World Kids มีเครื่องเล่นสำหรับเด็ก และจะจัดเครื่องเล่นที่สวยงามมากๆ ไว้ พวกเราก็ถ่ายรูปแล้วก็กลับที่พักกัน

 

วันนี้ ตอนเย็นกิน ยำปลากระป๋อง แกงจืดเต้าหู้ ไก่ย่าง

 

ตอนกลางคืนร่ำสุราเหมือนเดิม

 

21 NOV 2007

 

วันนี้ ตื่นสายได้เพราะว่า จะไปเล่นนืทะเลที่ Surfer Paradise อีเปิ้ล จอมลวงโลก บอกว่า ถ้ามาถึง Surfer Paradise แล้วไม่เจอ topless (เปลือยข้างบน) ก็เหมือนมาไม่ถึง

 

วันนี้ กูเลยคึกคักเป็นพิเศษ คลื่นของที่นี่ใหญ่มากๆ แค่เดินลงทะเล จะพยายามว่ายน้ำออกไปไกลๆ ก็เดินคลื่นพักซะปลิวกระเด็นกลับเข้าฝั่งมา

ไม่เคยเล่นน้ำทะเลที่ไหนมันเท่านี้มาก่อน

 

ขึ้นมานั่งพักได้ซักครู่ ก็นึกได้ว่า กูยังไม่เจอ topless เลยนี่หว่า เพื่อนๆ จึงชี้ให้ดู คนใกล้ๆ นอนอาบแดดอยู่ สรุปเป็นอีพี่อ้วน นอนคว่ำ อาบแดดอยู่ แต่ฝรั่งไม่เห็นมีเลย (กูล่ะเซ็ง)

 

กลับมาก็ไปเล่นน้ำที่ชายหาดแถวโรงแรมที่พักต่อ ขึ้นมากินมาม่า แดกเหล้าตามประเพณี นอน

 

22 NOV 2007

 

วันนี้ ไป Wet & Wild เป็นสวนน้ำแบบสวนสยาม เน้นสไลด์เดอร์ หลากรูปแบบ ที่นี่ แปลกอย่างคือ พวกเครื่องเล่นอย่างเช่น โดนัท ห่วงยาง ที่เราจะนั่งลงมา เราจะต้องแบกขึ้นไปเอง ก็แบกขึ้นไป ขึ้นบันไดประมาณตึกสี่ชั้น แล้วก็ลงมา

 

อันที่สนุกสนานคือ Tornado คือเราต้องแบกห่วงยางยักษ์ นั่งได้ สี่คน ขึ้นไปข้างบน แล้วมันจะปล่อยเราลงมาเหมือน ขี้ โดนกดชักโครกลงไป เสียวมั่กๆ สนุกสนานไปตามๆ กัน

 

เครื่องเล่นที่นี่ ปลอดภัยแบบเว่อร์มั่กๆ เพราะ การเล่นเครื่องเล่นหนึ่งอย่าง เค้าจะรอให้คนเล่นลงไปจนสุด เดินออกไปข้างนอกเก็บห่วงยางให้เรียบร้อย นั่งเครื่องกลับประเทศไปก่อน ถึงจะปล่อยคนต่อไปลงมาได้ (เว่อร์ไปนิด)

ไม่เหมือนสวนน้ำของประเทศบางประเทศที่ปัญญาอ่อน เอาทหารที่สมองมีแต่ขี้มาปกครองบ้านเมืองจนเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ปล่อยคนลงมาแบบ เวลาในโลกนี้มันเหลือน้อยแล้ว เล่นสไลด์เดอร์ อยู่ดีๆ มีคนตามมาอัดตูดกูซะงั้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็แบบว่า ลงมาจากสไลด์เดอร์ทีแทบจะท้องเลย บางครั้งมีเล่นแบบสองรุมหนึ่งด้วย แบบว่า คนเดียวมาขี่หลังไม่พอ มาอีกสอง บางครั้งมาอีกสาม บางครั้งมีแซนวิสด้วยเลย เพราะอีคนข้างหน้าเสือกเกาะสไลด์เดอร์ไปยอมลง (ช่างหัวมันละกัน)

 

เครื่องเล่นอันใหม่ที่สนุกสนานสุดคือ Aqua Racer คือพวกเราจะแบกโฟมสำหรับนอนทับ ขึ้นไปบนแท่นสไลด์เดอร์ แล้วเอาหัวพุ่งลงมา ที่เจ๋งโคตรๆ คือ พอลงมาจะมีบอกด้วยว่า ใครได้ลำดับที่เท่าไหร่ ก็สนุกสนานกันไป

 

ตอนเที่ยงแดก เบอร์เกอร์ fish & chips อีก แทบอ้วก เลี่ยน เบื่อ

 

กลับบ้าน ตอนเย็นวันนี้ ทำ Barbecue ครับ ริมสระว่ายน้ำเลย ปิ้งโดน อีตั๊ก navigatee ของเรา กินไปแดกเหล้าไปด้วย ริมสระ มีฟามสุขโคตรๆ

 

แล้วก็กลับขึ้นไปแดกเหล้าบนห้องต่อ อย่างเมามัน

 

สรุปยอด

เหล้า สี่ขวดครึ่ง ทำให้กูไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เตียงที่นี่นอนสบายมั้ย

ค่าที่พัก ห้าวัน $133       ตกคืนละยี่สิบกว่า ถูกกว่ากูพักที่กรุงเทพอีก

 

23 NOV 2007

 

วันนี้ มีคิวไป Sea World ทุกคนนั้นแทบไม่เหลือพลังงานกันแล้ว เพราะว่าเที่ยวทั้งวันทั้งคืนมาตลอด บ้างก็ไม่สบาย

 

แต่ว่า พวกเราก็รู้สึกว่า ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา Sea World มาไว้วันสุดท้าย เพราะไม่ต้องใช้พละกำลังอะไรมาก

 

กิจกรรมก็คือ ไปดู Sesame Streets Live Show ไปดู ปลาต่างๆ ขึ้นกระเช้าลอยฟ้า

 

ดู Seal (เค้าเรียกว่า แมวน้ำ ล่ะมั้ง) โชว์ แบบว่า มันฉลาดโคตรๆ แสดงเป็นละครได้เลย

 

แล้วก็ไปดูปลาโลมาโชว์ มีการขี่ปลาโลมา ด้วย ว่ายเร็วโคตรๆ

 

สุดท้ายก็ไปดู Sea Planet 4D คล้าย Shrek 4D

แต่เนื้อเรื่องห่วยกว่า เพราะก็เหมือนให้ดูธรรมชาติไปเรื่อยๆ แต่ความเนียนของภาพก็สุดยอดไม่แพ้ Shrek

ที่ดีกว่า คือ มีกลิ่น ครับพี่น้อง นั่งๆ อยู่ ได้กลิ่นตดซะงั้น (อันนี้ล้อเล่น)

มีกลิ่นจริงๆ คือ จะมีฉากที่ในป่าโดนมนุษย์ตัดไม้ แล้วพอไม้ล้มลง ก็มีการปล่อยควันออกมาในโรง และมีกลิ่นฝุ่น กลิ่นไม้เบาๆ เจ๋งโคตรๆ

 

ตอนเที่ยงกิน Burger + Fish & Chips

 

สุดท้ายตอนเย็นไปกินร้านอาหารไทย แม่ค้าโคตรโหด แต่อร่อยโคตรๆ

 

แล้วก็ไปคืนรถที่สนาบิน เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

 

Posted in Uncategorized | 9 Comments

10 ข้อช่วยให้หายโสด

 

 

ช่วงหลังมานี้ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ป้าๆ หลานๆ (ที่เป็นผู้หญิงนะ) มักจะบ่นว่า เมื่อไหร่จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนซักกะที (ผู้ชายไม่บ่นนะ กูว่า) หรือไม่ก็ หาผู้ชายดีๆ ไม่ได้เลย

ใครที่ตอนนี้ กะลังอ่านบล็อกนี้อยู่และเสือกไม่มีแฟน ก็รู้ได้เลยว่า กูเขียนถึงพวกมึงนั่นแหละ

 

และแล้ว พวกมึงก็โชคดีมั่กๆ ที่ได้เข้ามาอ่านบล็อกนี้พอดี เพราะว่า วันนี้ คาสโนตี้ จะมาสอนทุกๆ คนในการหาแฟนแบบวิธีง่ายๆ แน่นอน

 

ปล. ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เขียนเอง ไม่มีการเอาไอเดียอะไรมากจากคนอื่นครับ

ขอเชิญพิจารณา (อันนี้ลอกจากไอ่อัด)

 

 

  1. แต่งตัว

เห็นผู้หญิงหลายคนมาก ที่เวลาจะออกจากบ้านไม่ค่อยแต่งตัว ไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา (ใช้ผิดสถานการณ์นี่หว่า)

 

เชื่อมั้ยว่า กูเคยเห็นผู้หญิงเยอะแยะมากมาย (เพื่อนส่วนใหญ่ก็ผู้หญิง) ในตอนที่มันไม่ได้แต่งตัว แต่งหน้า ขอบอกว่า ดูไม่ได้เลย แต่เวลาออกนอกบ้านที นี่ผู้ชายรุมตอมอย่างกะขี้ ไปไหนมาไหน ต้องมีคนมาจีบ

ส่วนเพื่อนกูบางคน ชอบบ่นว่า เซ็งอ่ะ ไม่มีแฟนซักที

กูก็คิดในใจ อีหอย มึงดูมึงแต่งตัวซะก่อน ไม่ได้ดูตัวเองเลย แล้วใครจะเอามึง

 

จะบอกว่า แม้ว่าคุณจะเดินออกไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าปากซอยบ้าน ซึ่งห่างออกไปสามสิบเมตร คุณก็ต้อง แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำทุกอย่าง ใครจะรู้ว่า อาจจะมีผู้ชายดีๆ มาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง แล้ว พอดี แม่ค้าเสือกทำไม่ทัน รอนาน แล้วเค้าหันมาคุยกะคุณก็ได้

 

ทรงผมเนี่ย มันเปลี่ยนหน้าตาได้เลยนะ ลองเปลี่ยนๆ ซะมั่ง ไม่ใช่ว่า ทำทรงเดียวตลอดชีวิต ตั้งแต่เรียนจบ ม.ปลาย ยันทำงาน

อย่าพูดว่า ก็ลองแล้วกลัวไม่ดี

จะบอกว่า "มึงไม่มีอะไรให้เสียหรอก ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าที่มึงทำตอนนี้แล้ว"

ถ้าคิดว่าตอนนี้ดี แล้ว ทำไมไม่มีคนมาสนใจ

เพราะฉะนั้น เปลี่ยนๆ มั่งเหอะ

 

นี่เลย ถ้าแต่งยังไงก็ไม่ขึ้น เพราะเป็นคนหน้าตาแย่มาแต่กำเนิด ไม่เป็นไร

ทำศัลยกรรมแม่งเลย เหลาคาง เสริมดั้ง ทำเข้าไป ให้รู้กันไปว่า จะสวยขึ้นมั้ย ถ้าดำ นมเล็ก ก็ทำสีผิวไป เสริมนม ทำแม่งทั้งตัวแหละ ดูว่าจะดีขึ้นมั้ย

 

 

***บางคนอาจจะคิดว่า กูอยากได้ผู้ชายที่ไม่ได้ดูที่หน้าตา อยากได้ที่เข้ากันได้

ก็คงได้อยู่แหละ แต่ขนาดผู้ชายมาจีบยังไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ใครที่เข้าข้อนี้ ขอให้เลื่อนลงไปอ่าน Appendix 1 ซี่งอยู่ล่างสุดของบล็อคนี้****

 

 

 

  1. ปาก

บางคนไม่รู้ว่าคุณเป็นคนมีกลิ่นปาก หรือรู้แต่ไม่ได้สนใจมาก

ทุกสถานการณ์ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปได้

เคยเจอป่าว ผู้หญิงน่ารักมากๆ น่าคุยมาก พอผู้ชายเดินเข้าไปจีบ แค่หล่อนอ้าปาก ผู้ชายก็เปิดปากหนี หรือไม่ก็ล่มปากอ่าวแล้ว (อันนี้ไม่เกี่ยว)

แล้วนับประสาอะไร กับการที่คุณ ไม่น่ารัก แล้วยังปากเหม็นอีก โอววว

วิธีแก้ ง่ายๆ เลย เด๋วนี้ลูกอม มีสิบแปดล้านยี่ห้อ สามสิบหกล้านแบบ เลือกเข้าไปดิ อมเข้าไป ยิ่งถ้าต้อง ออกไปเรียน ทำงาน เจอผู้คน ควรอย่างยิ่งพกลูกอมดับกลิ่นปากเล็กๆ ไว้ในกระเป๋าถือของพวกคุณ (ที่เห็นถือกันจัง ใหญ่แบบว่าใส่ควายตัวเป็นๆ ได้ แต่เสือกใส่แต่ขยะ กะผ้าอนามัย)

 

ถ้าปากหอมแล้วยังไม่มีผู้ชายเข้ามาเลย

ลองฉวยโอกาสดูบ้าง

ปากไม่ได้ไว้ใช้พูดอย่างเดียว

ตลกแดก ไปจุ๊บแก้มเค้าเลย

ถ้ายังไม่สะใจ ก็ดูดปากเลย ได้ใจสุดๆ

 

 

 

  1. มีความสัมพันธ์อื่นอยู่

 

ข้อนี้ น่าจะโดนหลายคนมากๆๆๆ

ชอบคนที่มีแฟนแล้ว หรือไม่ก็ เป็นกิ๊กกะคนที่มีแฟนแล้ว หรือไม่ก็คุยๆ อยู่ (นานมากแล้ว)

 

ความสัมพันธ์เหล่านี้ ทำให้คุณไม่สามารถหาแฟนได้ (เรื่องจริง)

 

จะยกตัวอย่าง มันเป็นจิตวิทยาอย่างนึงครับว่า

ถ้าคุณชอบคนๆ นึงอยู่ซึ่ง มันมีแฟนแล้ว แต่มันก็คุยกะมึงด้วย (แบบว่าเก็บ) จะบอกว่า ผู้ชายคนนั้น ฉลาด ไม่ได้เหี้ย และน่าหลงใหลมากด้วย แต่ว่า จะบอกว่า คุณโดนมันหลอกแล้ว ไม่ว่ามันจะบอกว่า ว่าจะไปเลิกอยู่ หรือ รักคุณมากกว่า ไม่ได้รักแฟนมันแล้ว อาไรประมาณนี้

 

กูเห็น 99% มันก็ไม่เลิกกะแฟนมันมาเอา คุณ บางคน ก็ยอมชิบหาย

ยอมเป็นกิ๊ก และยังเสือกหวังเล็กๆ ว่าจะได้เป็นแฟนเค้าอีกนะ

ถามจริงๆ ว่า ไม่สมเพศตัวเองบ้างเหรอ ไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอวะ

 

อ่านตรงนี้ แล้ว อย่ามาบอกว่า กูไม่เข้าใจ

กูเจอเพื่อนและคนรู้จักผ่านสถานการณ์ นี้มาเยอะมั่กๆๆๆ และยังมีประสบการณ์ตรงอีกด้วย

มีไม่กี่คนที่หลุดจากวงโคจรได้ และถ้าหลุดได้ สบายแน่นอน

มีอีกกรณีด้วยนะ ว่าไปแย่งแฟนคนอื่นมาสำเร็จ แต่น้อยมากๆ และคุณต้องเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจไม่น้อย (แบบว่าแรง และร้ายเลยแหละ)

 

ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็รักเค้า ตัดไม่ได้ ยอมเป็นกิ๊กไปแระกัน เลื่อนลงไปดู Appendix1

 

มีวิธีดู สถานการณ์ ด้วย

 

ต้องดูว่าคุยกันมานานเท่าไหร่แล้ว

ถ้าคุยกันเกินปีนึงและ ยอมเป็นกิ๊กมาครึ่งปีขึ้นไปเนี่ย

ชาตินี้มันไม่เอามึงหรอก หาใหม่เหอะ

 

ถ้าคุยกัน นานๆ ครั้ง (ประมาณ อาทิตย์ละสองครั้งลงไป) อันนี้ ไม่เรียกกิ๊กนะกูว่า หรืออาจจะมีปัญหาในการโทรศัพท์ แต่ได้คุยแต่ละครั้งนี่ ได้ใจสุดๆ ไปเลยดีกว่าชิวิต อย่างงี้พูดยาก ต้องดูสถานะ ตัวเองด้วย ว่าเค้าอะไรกะคุณมากมั้ย

 

แต่ถ้าคุยกันแค่นั้น ก็เก็บๆ มันไว้ก็ได้ เผื่อมันตกอับ เลิกกะแฟน ไม่มีคนเอา มันอาจหันมาหาคุณ (แต่ช่วงนี้ คุณก็ไปหาใหม่ ดูๆ ไว้เหอะ)

 

สรุปคือ ไอ่ความสัมพันธ์ลมๆแล้งๆ ตัดมันไปมั่งเหอะ แต่แอบเก็บไว้เล่นๆ ก็ได้ (แต่ห้ามซีเรียสกะมันมาก) แล้วคุณจะได้เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ ของคุณบ้าง

 

ถ้าเริ่มเบื่อ เริ่มทำอะไรไม่ได้

บอกมันไปว่า จะเป็นแฟนกะกูมั้ย ถ้าไม่เป็น กูจะไปล่ะนะ แต่ถ้าจะเป็น ก็ไปเลิกกะอีชะนีนั่นภายในสองวัน ไม่งั้นก็ลาขาด

 

แล้วเค้าก็จะลาขาดกะคุณไปตลอดชีวิต

 

4. รุก

 

ผู้หญิงสมัยนี้ บอกตามตรงว่า การรุกก่อนไม่ผิด

แต่ไม่ใช่ โอ้โห หล่อสัด เดินไปขอเบอร์แม่งเลย 

อันนี้ก็อุบาทว์ไปหน่อยป่าว

 

มารยาหัดใช้ซะบ้าง

ยิ่งถ้ามีเบอร์โทร ก็ง่ายๆ ส่ง message จะแบบไหน ลาวๆ โง่ๆ โหลๆ ก็ได้ส่งไปเหอะ หยอดๆ บ้าง ไม่เสียหาย ไม่น่าเกลียด

 

หรือว่า ไม่มีเบอร์ จะขอเบอร์ ก็ไม่น่าเกลียด (ง่ายกว่าผู้ชายขอผู้หญิงอีก) อาจจะเอาเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือลองคุยว่า เค้าถนัดอะไร แล้วคุณก็ทำเป็นไม่ถนัดเรื่องนั้น พอคุยเสร็จ พอดีเลย ชั้นไม่ค่อยรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้พอดีเลย ขอเบอร์โทรได้ป่าว จะได้โทรไปปรึกษา อาไรประมาณนี้อ่ะ

 

  1. ออกเที่ยวบ้าง

 

ไม่ได้แนะนำให้ไปหาแฟนในผับ แต่อย่าคิดว่า หาแฟนในผับมันน่าเกลียด เห็นเยอะแยะ ที่เจอคนดีๆ ถึงดีมากด้วย มันเป็นการเปิดโอกาสอย่างงามให้ตัวเอง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สวย แต่งหน่อย มืดๆ เด๋วก็มีคนสนใจเอง

 

ออกข้างนอก ไปกะเพื่อนๆ ยิ่งไปกะเพื่อนของเพื่อนยิ่งสุดยอด อันนี้เจอเยอะเหมือนกัน ประมาณว่า วันนี้ เพื่อนคุณไปกินข้าวกะเพื่อนเก่า ถ้าสนิทกัน ขอไปด้วย อาจได้เจอเนื้อคู่ก็ได้

 

คิดดู ถ้าวันๆ อยู่บ้าน เล่นกะหมา กะแมว อยู่แต่บ้าน มันจะเจอใครมั้ยล่ะนั่น

 

ถ้าไปเที่ยวชิบหายแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า ไม่มีเลยแฮะ ไม่เป็นไร

 

ลองไปรัชดาซอยสี่ แต่งตัว เอ็กซ์ๆ หน่อย เข้าไปในผับ แล้วทำเมาดิบ นิดๆ

ลองมองหา โต๊ะชายล้วน หน้าหื่นๆ ดู ทำแดนซ์ๆ เมาๆ เข้าไปเต้นกะพวกมัน รับรองได้แน่ (แต่อาจเสียบางอย่างด้วย)

 

 

  1. Internet

 

Internet ไม่ได้ใช้หาความรู้ได้อย่างเดียว ใช้หาแฟนก็ได้

 

อี MSN อี Hi-5 เนี่ยเล่นกันจัง ทำไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ซะบ้าง

นี่ก็เป็นอีกเครื่องมือนึงที่ทำให้หาแฟนได้ง่ายๆ

อี Hi-5 เนี่ย บางครั้งมีคนมาแอดเป็นเพื่อน ก็เข้าๆ ไปคอมเม้น เค้ามั่ง อาจให้ MSN ไปเลยก็ไม่เสียหาย แล้วอี MSN เนี่ย ใครที่คุยๆ เยอะๆ แต่ไม่มีเบอร์โทร ก็ตลกแดกขอไปมั่ง ไม่เป็นไรหรอก

 

ถ้ารู้สึกว่า มันยาก ไม่มีคนมาสนใจ ลองหารูปที่คุณคิดว่าสวยที่สุดในชีวิต

แล้วเอาลงใน internet หรือ Hi-5 ก็ได้ แล้งบอกว่า หาแฟนด่วน รับได้ทุกรูปแบบ

 

  1. นัดบอด

 

นัดบอดอาจมาจาก เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของน้อง ของญาติ ของพี่ อะไรก็นัดได้ ให้เค้าแนะนำ หรืออาจมาจาก internet หรือ MSN ก็ได้ นัดๆ เจอกันมั่ง แต่ว่า ระวังโดนหลอก เหมือนอย่างที่เค้าบอกกัน เพราะฉะนั้น เอาเพื่อนไปกันเหนียวหน่อยก็ดี เผื่อไว้

 

นัดบอดนี่ดีมั่กๆ เลยนะ

เพราะถ้าไม่ถูกใจ ก็ไม่ต้องอะไรมากก็ได้อ่ะ แบบว่าก็ลองดู

 

  1. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

 

บางครั้งการไปทำงานที่เดิมๆ กับเพื่อนร่วมงานเดิมๆ อาจทำให้คุณเจอแต่เรื่องเดิมๆ เพราะฉะนั้น ลองเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมดู ด้วยการ

 

ลาออกจากงาน ไปหาที่ทำงานใหม่ อาจเจอผู้คนใหม่ๆ มากมาย ถ้าเปลี่ยนแล้วที่ใหม่ ยังไม่ดี ก็เปลี่ยนอีก มันต้องเจอมั่งแหละ

 

ถ้ายังเรียนอยู่ อันนี้ คงไม่ต้องถึงกับย้ายมหาลัย ลองเลือกลงวิชาคณะอื่นดู ผู้ชายในคณะคุณอาจไม่เห็นว่าคุณดี แต่คณะอื่นอาจเล็งเห็นได้

 

แต่ถ้าไม่ ลองซิ่วไปเรียน วิดวะ อีกรอบ อาจทำให้คุณหาแฟน ได้ เพราะผู้หญิงมันน้อย มันคงต้องมีชายโสด มาเอาคุณมั่งแหละ

 

ย้ายบ้าน แถวบ้านอาจไม่มีคนที่มาถูกใจคุณ บอกพ่อแม่ ย้ายบ้านดีก่า เผื่อเจอข้างบ้านมาจีบก็ได้นะ

ถ้าอยู่หอ ก็ย้ายหอเลย เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันต้องเจอบ้าง

 

ถ้ากลุ่มเพื่อน มีแต่หน้าตาดีๆ ก็เลิกคบมันไป เพราะคุณจะเป็นจุดอับ จุดบอดของกลุ่ม ลองไปหาเพื่อนหน้าตาเหียกๆ คบดู คุณอาจดูดีที่สุดในกลุ่มได้ไม่ยาก

 

  1. ใช้เงินให้เป็น

 

อันนี้ไม่ยากเลย

แฟนซื้อได้

ลองดูสิ ว่า คุณเป็นแนวซื้อของให้ผู้ชายตลอด ซื้อแพงด้วย

เอะอ่ะ เลี้ยงตลอด

รับรอง ผู้ชายติดชัวร์ แต่ได้ผู้ชายห่วยๆ นะ

 

ถ้ายังลำบาก และไม่มีอีก เอาไปจ้างแม่หมอ เล่นของเลย จะรากราคะ หรือหุ่นฟาง อะไรก็ได้ เล่นเข้าไป ให้มันรู้ว่าจะได้มั้ย

 

หรือเงินยังเหลืออยู่ ก็ไปซื้อเครื่องเซ่น บน เข้าไป กี่สิบวัด สิบรูป บน เข้าไป ให้มันรู้ไปว่าจะได้มั้ย

 

 

10. มั่นใจตัวเอง

 

ถึงว่าจะโสดมาตั้งแต่ออกจากท้องแม่มา ไม่เคยมีแฟนเลย

แต่ว่าอย่างนึงเลยที่จำใส่หัวไว้คือ

 

"จงมั่นใจในตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง ยังไงชีวิตก็มีเรื่องดีๆ อีกมากมาย

มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แล้วสิ่งดีๆ จะเข้ามาในชีวิตเอง"

 

 

เฉพาะข้อสิบ ถ้าทำไม่ได้ ก็ดู Appendix 1

 

 

ถ้าทำทั้งหมด สิบข้อ แบบละเอียดแล้วยังหาแฟนไม่ได้ ก็ดู Appendix 1 ได้เลย

 

 

Appendix1 ไปตายแล้วเกิดใหม่ซะ ก็อาจจะหาแฟนได้

 

ปล. อย่าอ่านอย่างเดียว คอมเม้นด้วยนะ

Posted in Uncategorized | 16 Comments