Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | 1 Comment

ผู้หญิงเลือกได้ ชายเลือกดี

เนื่องจากได้อ่านเมล์นี้จึงอยากจะแสดงความได้เปรียบของ
ผู้ชาย แท้ๆ ให้เห็นบ้าง  และสอนวิธีการเลือกผู้หญิง ให้เพื่อนๆ พี่ๆ
น้องๆ ดีกว่า

ข้อความของอีเมล์มีดังนี้

ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย คุณเอ๋ย
ยังเสียเวลากับผู้ชายแบบนี้อยู่หรือเปล่า
??

1.  ผู้ชายที่คิดว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงและไม่คิดจะช่วย หรือคิดว่าไม่ผิดที่ผู้ชายจะมีกิ๊กหรือชู้ = ต้องโทษประหาร
สับแล้วโยนให้เป็ดกิน

2. 
มีหนี้ท่วมหัว เป็นหนี้พนันบอล
บัตรเครดิตและหนี้อื่นๆ

3.  ผู้ชายวัยทำงานที่ยังนั่งเล่นเกมส์เป็นกิจวัตร และไม่ทำกิจกรรมอะไรนอกจากนอนในวันหยุด = ต้องส่งกลับไปอยู่
รร.อนุบาลกินนอน

** เราเคยเจอสามีเพื่อน เอาเกมส์ไปต่อกับทีวีห้องพักฟื้น
หลังจากเพื่อนเราเพิ่งคลอดลูกอ่ะ เซ็งจริงๆ
ผู้ชายแบบนี้อ่ะ **

4. 
ผู้ชายที่อายุมากกว่าแต่รายได้ต่ำกว่า
=
มีแฟนเหมือนมีพ่อ
แถมขอเงินก็ไม่ได้


5. 
ผู้ชายอายุน้อยกว่า
ที่คิดว่าเรามีรายได้มากกว่า
และจ้องแต่จะให้เราจ่าย = มีแฟนเหมือนมีลูก

6.  ไม่พาเราไปแนะนำให้ครอบครัวเค้ารู้จักและไม่เคยพาไปบ้านช่อง
เท่ากับว่า คงโกหกอะไรชัวร์
หรือครอบครัวคงเป็นแบบ
Adams Family
7.  ผู้ชายที่ไม่แน่ใจตัวเองว่าชอบผู้หญิงรึเปล่า
= ประตูหน้า

Lock lock lock!!
แบบนี้ระวังโรค

8. 
ผู้ชายที่มีครอบครัว
อ้างว่าแยกกันอยู่แล้วแต่หย่าไม่ได้

(
แถวบ้านเรียกว่าโกหก) =
มุขนี้หมาแก่อายุ
35 ขึ้นไปชอบเอาไว้หลอกเด็ก
อายุ
20 กว่าๆ อายุ 29 แล้วอย่าหลงกล
เอาน้ำร้อนมาราดมันซะ!

9.  ไม่สามารถเสียสละเวลางานเพื่อเราได้
ไม่ว่าเรื่องจะฉุกเฉินแค่ไหน

เท่ากับว่า
บ้างานแบบนี้จะแต่งกับมันเอาโล่ห์หรอ

10. ผู้ชายที่ Give silent treatment มีปากแต่ไม่รู้จักใช้พูดเวลาจะปรับความเข้าใจ
หรือมีเรื่องทีไร แมร่งง..
เงียบตลอด!! เซ็ง..

11.  ผู้ชายที่แมนมาก
ไม่เดินจับมือ ไม่ช่วยถือของ
และเดินนำหน้าผู้หญิงตลอด
(ถ้าเราเดินตกท่อมันจะรู้เรื่องมั้ยเนี่ยะ..)

12.  ไม่คิดจะแต่งงานกับเรา
ไม่มีการออมเงินเพื่อแต่งงานหรือสร้าง

ครอบครัว ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้
(ดังนั้น..เลิกกับมันซะ)


13. 
ผู้ชายที่คบกับคุณเพราะคุณรวย หวังเงินหรือผลประโยชน์จากคุณและครอบครัวคุณ
(ผู้ชายจำพวกนี้ มีเยอะ สมัยนี้..)


14. 
ผู้ชายที่ไม่เคารพพ่อแม่คุณ
15.  พูดจาหยาบคายกับคนอื่น
แต่พูดดีกับคุณ!!


16. 
ผู้ชายที่คอยบอกให้เราไปหาหมอเวลาที่เราป่วย แต่ไม่เคยพาเราไปหาหมอ

17. 
ผู้ชายที่ชอบพูดว่าไม่จำเป็นต้องทำดีในวันพิเศษหรอก วันไหนก็ทำได้
ขนาดวันพิเศษมันยังไม่ทำ วันธรรมดาก็อย่าหวัง
555

*** แฟนใครเป็นแบบนี้ 5 ข้อขึ้นไป เตรียมตัวเผ่น เลข 3 กำลังจะมาเยือนคุณแล้ว ชีวิตควรมีคนดูแลคุณได้ดีกว่านี้***  อิอิ

 

 

เชิญ พิจารณา การเลือกของผู้ชายบ้าง

 

 

เรามาดูข้อได้เปรียบของผู้ชายกันก่อน

 

ถ้าแบ่ง
ผู้ชาย กะผู้หญิง  อัตราส่วน จะเป็นแบบนี้

 

มีผู้ชาย
45 คน ผู้หญิง 55 คน

 

ผู้ชาย
45 คน เป็น เกย์ หรือกะเทย 10 คน

 

เหลือผู้ชาย
35 คน

 

ผู้ชาย
35 คน จะเป็นคนที่ไม่มีโอกาสเรียน และ/หรือหางานไม่ได้ ประมาณ 10 คน

 

เพราะฉะนั้น
จะเหลือ
25 คน

 

เอาแค่นี้พอ 

ผู้ชาย 
ที่อ่านเมล์ส่วนใหญ่ ขอ
Assume ว่าเป็นคนมีการศึกษา
และมีรายได้พอสมควร (เพราะสามารถอ่านเมล์ เช็คเมล์ มีคอมพิวเตอร์ ก็พอแล้ว)

เพราะฉะนั้น
25 : 55

 

เราได้เปรียบมากๆ
ในเรื่อง ของ อัตราส่วนการเลือกคู่

 

ทีนี้
เราควรมาเลือกคู่กัน

 

อัตราส่วนตามนี้  
เราควรจะเลือก ผู้หญิง สองคน ในคราเดียว เพราะ ตามอัตราส่วนแล้ว สองต่อ หนึ่ง
ยังจะเหลือผู้หญิง อีกนิดหน่อย (ที่ไม่มีคนเอา)

 

 

 

 

ห้ามเลือก
ผู้หญิงที่ไม่ทำงานบ้าน งานเรือน รีดผ้า ซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน
ไม่ทำหอยอะไรซักอย่าง

คนพวกนี้จะเอาไปทำเมีย ทำไม แบบนั้น
เอาเกย์ยังจะดีก่า  เพราะเกย์บางคนยังช่วยงานพวกนี้เลย

(มีแม่ ที่ไม่ดูแลลูกชายเลย
ให้ทำเองทุกอย่าง จะเอาแม่มาเพิ่มทำไม)

 

ห้ามเลือก ผู้หญิง
มีหนี้ มีสิน หนี้ ท่วม

เพราะนอกจากจะมาเป็นภาระให้พวกเราแล้ว
พวกมันยังมาแชร์เงินพวกเราด้วย

 

ห้ามเลือก

ผู้หญิง ที่ทาเล็บมือ
เล็บเท้า   ทาได้เฉพาะตอนออกงาน

เพราะมันต้องรอให้แห้งนาน 
ทำงาน ก็จะไม่ยอมทำ เพราะกลัวเลอะ กลัวเปื้อน  ถ้าได้ทาปุ๊ป  ทีนี้
แหละ  มึงต้องทำทุกอย่างแทนมันแน่ๆ

 

ห้ามเลือก  
ผู้หญิงแก่กว่า รายได้ ต่ำกว่า

ไม่ต้องพูดถึงล่ะนะ จะเอามาทำเต้าหู้ยี้ทำไม
แก่กว่า เหี่ยวกว่า

แถมตังน้อยกว่าเรา  ภาระชัด

(เหมือนมีแม่
แต่ขอเงินไม่ได้)

      
ปล.
ข้อนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็น ผู้หญิงแก่กว่า รายได้สูงมาก และให้เงินใช้

                       
ขอบอกว่า 
** เก็บไว้เป็นหนึ่งในสองซะ **

 

ห้ามเลือก
ผู้หญิงอายุน้อยกว่า ที่รายได้น้อยกว่า
และคิดว่าเราจะจับจ่ายให้ทุกอย่าง          

ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ต้องมีแฟนก็ได้ครับ

ไปล่อเด็กเกะ  เด็กอ่าง เชียร์เบียร์
โคโยตี้ นวดกระปู๋  ก็ได้

เลือกได้อีกต่างหาก จะเอาไปทำไมล่ะนั่น

ห้ามเลือกผู้หญิง
ที่ขี้โกรธ ขี้งอน ขี้หงุดหงิด ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะ
เรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับครอบครัวของเรา

ยกตัวอย่างเช่น เราไม่พาไปหาครอบครัวเรา
เพราะเราคิดว่า การพาแฟนเข้าหาครอบครัว หมายถึงการก้าวไปอีกระดับ
มากกว่าแฟนธรรมดาๆ แล้ว แต่มันกลับมาโกรธ มางอน งี่เง่า

แบบนี้
ต้องเลิก  งี่เง่านัก      เลิกไปเลย เพราะเราได้เปรียบ
เรามีสองคน

…อีกอย่าง
จริงๆ เราไม่พามาเพราะยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคนไหนดี ระหว่างหนึ่งในสองคนนั้น

 

ห้ามเลือกผู้หญิง
แม่ม่ายลูกติด

คุณคงไม่อยากได้
คู่นอนที่ทำให้เรารู้สึกเสียความมั่นใจของตัวเอง
เพราะคิดว่าขนาดของเรามันเล็กหรอกนะ

(จริงๆ
เราไม่เล็ก แต่ของมันนั่นแหละ ใหญ่เกิน    เพราะผ่านศึกสงครามมาโชกโชน)

 

อีกอย่าง 
อาจเจอผัวเก่ามา ทำร้ายเราได้

เพราะฉะนั้น
อย่าเสี่ยงครับ

เราเลือกได้อีกเยอะ

 

ห้ามเลือกผู้หญิง
ที่ไม่เห็นความสำคัญของงาน

 

การที่เราทำงานมากก็เพื่อครอบครัว        
แค่นี้ยังคิดไม่เป็น อนาคต มันจะช่วยเราเก็บเงินเก็บทอง หรือแม้แต่ช่วยกันทำมาหากินได้อย่างไร

 

ห้ามเลือกผู้หญิง ที่

Give shit when the silent comes !!!

เวลา
ทะเลาะ แล้วมันเสือกโวยวายจะตายห่าน กันไปข้างหนึ่งเนี่ย

กูรำคาญชิกหาย 
เอาตีนถีบมันออกไปนอกห้อง แล้วไปหาคนอื่นดีก่า

 

ห้ามเลือกผู้หญิง
ที่เป็น
โคตรกุลสตรีไทย           

ทำเหี้ยไรช้าไปหมด
กินข้าวค่อยๆ เคี้ยวทีละเม็ด ช้าไว้ก่อน

จะเดิน
จะย่าง ต้องค่อยๆไป เด๋วมดลูกสะเทือน ถือของหนักไม่ได้

แบบนั้นจะเอามาทำเมีย
เพื่ออะไร

 

ห้ามเลือกผู้หญิงที่ไม่คิดจะแต่งงานกับเรา

แสดงว่า
มันมีชู้         ผู้หญิงส่วนใหญ่
คิดเรื่องแต่งงานตลอดอยู่แล้ว

แต่ถ้ามันแสดงท่าที
ไม่อยากแต่ง หรือ ไม่สนอะไรเท่าไหร่ แสดงว่าแม่งมีชู้

ต้องสืบให้รู้
อย่าปล่อยปละ ละเลย          
กูไม่อยากมีเขา

 

ห้ามเลือกผู้หญิง
ที่คบกับคุณเพราะรวย
หวังเกาะแดก

 

ก็เหมือนข้อ
5 ก๊อปมาให้อ่านอีกทีนึงก็ได้

ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ต้องมีแฟนก็ได้ครับ

ไปล่อเด็กเกะ  เด็กอ่าง เชียร์เบียร์
โคโยตี้ นวดกระปู๋  ก็ได้

เลือกได้อีกต่างหาก จะเอาไปทำไมล่ะนั่น

 

ห้ามเลือกผู้หญิงที่ไม่เคารพ
คุณพ่อ คุณแม่
 + คุณผัว

 

ไม่เคารพพ่อกับแม่
ไม่ต้องสาธยาย ก็รู้แล้วว่า ไม่ได้เรื่อง

แต่ถ้าไม่เคารพเราได้
เราจะบงการชีวิตมันได้ไง

มันต้องเคารพเราด้วย

ตื่นเช้ามา       
ธงเราขึ้นเสาร์ มันก็ต้องมาทำความเคารพก่อนเลย

ตอนเย็นมา
มาชักธงลงด้วยการ ทำความเคารพต่อด้วย ถึงจะดี

 

ห้ามเลือก      
พูดจาดีกับคุณ  แต่พูดหยาบกับคนอื่น

 

โห…
แม่ง                  
จะเอาทำไปแป้งอะไรล่ะนั่น ขายหน้าเขาตาย

 

16. ห้ามเลือก      
ป่วยออดๆ แอดๆ ตลอดเวลา เอะอะ ไปหาหมอเอง

จะไปส่งก็ไม่ให้ไป

 

                       
แบบนี้ ไปหาชู้แน่นอน

 

17. ห้ามเลือก      
ผู้หญิงที่แม่ง ทำดี เฉพาะวันพิเศษ

 

เราอยากจะอยู่ด้วยกันนานๆ
ครองคู่กัน คบกันนานๆ เพราะฉะนั้น มาทำเป็นดี เฉพาะวันพิเศษ นี่รับไม่ได้
เฉดหัวมันทิ้งไปซะ

 

 

ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด                     

 

18.  ห้ามเลือก
พวกผู้หญิงที่ชอบทำตามอีเมล์                       
อีพวกนี้เรื่องมาก

 

*** แฟนใครเป็นแบบนี้ 5 ข้อขึ้นไป เตรียมตัวเผ่น
ชีวิตเรายังจะสนุกได้อีกเยอะ เราได้เปรียบมากในการเลือกคู่ อย่าเลือกคู่แย่ๆ นะจ๊ะ
**
  อิอิ

 

Present By  Emoo

 

Posted in Uncategorized | 1 Comment

ดูหนัง ในเชียงราย

ดูหนังในเชียงราย

 

เนื่องจากตัวผมเป็นคนเชียงราย
และเชียงราย มีโรงหนัง เพียงที่เดียวเท่านั้น

จึงได้รับประสบการณ์ในการดูหนังที่เชียงรายอย่างเต็มคราบ

 

ขอเชิญพิจารณา

 

โรงหนัง
ธนา
XXX     ที่บิ๊ก X  จะฉาย สองเรื่อง ตลอด ไทยเรื่องนึง ฝรั่งเรื่องนึง

แต่บางครั้งก็ไทยสองเรื่อง

บางครั้งก็
เรื่องเดียวสองโรงเลย

แต่…
หนังฝรั่ง จะพากย์ไทย ครับผม

 

ทั้งจังหวัดมีโรงหนังแค่โรงเดียว

 

ความนรก
เริ่มตั้งแต่ คุณเข้าไปนั่งเลยครับ

 

1.   แอร์    เนื่องจาก
ต้องการประหยัด แอร์ หรืออะไรไม่ทราบ ทางโรงหนัง จึงเปิดแอร์น้อยมากๆ

สาบานได้ว่า
ออกไปยืนที่จอดรถแถวกรุงเทพยังจะเย็นกว่าในโรงหนัง  นี่คือ สภาพปกตินะครับ ยิ่งช่วงนี้
มีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สองพันเก้า ระบาด 
ทีนี้ล่ะครับ   ปิดแอร์ไปเลย    สภาพจึงเหมือนกับคุณได้เข้าซาวน่าสองชั่วโมง
โดยเสียค่าเข้า แค่
80 บาท

2.  
ไม่มีหนังตัวอย่างให้ดู 
ไม่รู้เพราะอะไร   หนังฉาย สองทุ่ม
คุณต้องไปทุ่มกว่า 
เพราะสองทุ่มปุ๊ปหนังฉายเลย ไปสองทุ่ม คุณจะพลาดตอนแรกของหนังเลย

แค่เข้าไปในโรงเสร็จ
ถวายความเคารพ และคุณจะได้ชมภาพยนตร์เลย

(คือกูอยากดูหนังตัวอย่างบ้าง)

3.  
คนเจียงฮาย                  ผมเป็นคนเชียงราย
ที่มีการศึกษา     แต่ประชากรชาวเชียงราย
มีทั้งหมดประมาณ ล้านนิดๆ  ประชากรส่วนใหญ่
เป็นประชากรที่การศึกษาต่ำ  หรือถ้ามีการศึกษา
ก็ต้องไร้มารยาท ไม่มีความเกรงใจซึ่งเป็นสมบัติของผู้ดี       (สาบานได้อีกว่า ผมเป็นคนเชียงรายและรักเชียงรายมาก
ไม่เคยประณามคนจังหวัดตัวเอง)

ยังไงครับ เชิญพิจารณา (ต่ออีก)

3.1    มือถือไม่ปิด    แน่นอน อันนี้ เรื่องปกติ
มันต้องมีกันอยู่แร้น  แต่ชาวเชียงราย
ทุกคนในจังหวัดจะต้องเปิดเสียงริงโทน ให้ดังที่สุด เท่าที่มือถือมันจะทำได้

ถ้าไม่ติดว่า
ลำโพง มันอันใหญ่  ผมคิดว่า ทุกคนคงพกกัน
แล้วต่อเข้ากับมือถือให้มันดังกระหึ่ม เวลามีคนโทรมาจะได้ได้ยินกันทั้งโลกเลย                แล้วไม่เข้าใจ  มันต้องดังเป็นช่วงๆ ตลอด  คือ จริงๆ มีคนมือถือดังคนแรกแล้ว
ไอ่พวกที่ลืมปิด ก็น่าจะคิดได้ว่าลืมปิดเสียง แต่ทีนี้มันดังกันบ่อย
ก็เสือกไม่ปิดกัน ก็ยังดังต่อไปเรื่อยๆ  

จนไม่รู้ว่า
นี่มันเสียงในหนังหรือ เสียงมือถือเลย 

เท่านั้นไม่พอ
ยังรับและคุยกันอย่างเมามัน ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น 

และขอบอกว่า
ไม่ใช่ส่วนน้อย  แต่เป็นส่วนมากเลยครับ

ดังกันเข้าไป  รับกันเข้าไป  
คุยกันเข้าไป

3.2       มีคนพากษ์ครับ                    อย่างเช่น  ถ้าคุณดูหนังผี อยู่  จะมีแทรกตลอดเวลา ย้ำว่าตลอดเวลา    เช่น        ปิดหน้าต่างสิ ไอ่เหี้ย             โอว 
เป็นกูก็ตายดีกว่า
  หรือไม่ก็ ชัดเจน ไม่รอด  เป็นอย่างนี้
ทุกฉาก    ผมไม่ได้นับนะว่า มันกี่ครั้ง
แต่ว่า… มากกว่า หนึ่งร้อยครั้งแน่ๆ               ขอสาบานได้ว่า  มากกว่าหนึ่งร้อยครั้งต่อเรื่อง

เพราะอะไร          เพราะว่า
ไม่ทราบว่า ไอ่ความทุเรศนี้ มันเริ่มมาจากใคร               คือจะพยายามยิงมุขแทรกในหนัง
เพื่อความตลก  แทรกทุกตอนที่มีโอกาส     ที่แปลกคือ มุขมันใช้ได้เลยนะ  มันขำดี

แต่…มันไม่ควรป่าววะ         ที่สุดยอดกว่านั้นอีกคือ เล่นกันทั้งโรง
คือ พอตอนแรกมีคนเล่นก่อน ต่อไปซักพัก พอคนเริ่มชิน ก็ขอเล่นมั่ง                โอ้โห ทีนี้แหละครับ
เล่นกันแม่งทั้งโรงเลย ไอ่เชี่ยยยย

ยิงกันใหญ่  ทุกตอน ทุกฉาก   ขอยกตัวอย่างครับ          เสือกอยากรู้อีกนะมึง    พระเจ้าช่วย ม้วยมรณา มึงไม่รอดแระ เหี้ยไรเทือกนั้น จำไม่ได้แระมันเยอะเกิน

เชื้อการยิงมุขนี่มันติดกันได้ด้วยนะครับ         แรกๆ ผมหันไปมองหน้า
อีนังชะนีที่มันปล่อยมุขออกมา           มันก็ยังเล่นอีก
คราวนี้ คนอื่นก็เล่นคนหมด          จนไปๆ
มาๆ ตัวผมยังอยากยิงมุขกลางโรงหนังด้วยเลย                              มันแปลกจริงๆนะ

 

3.3       ฉากตลก                ปกติ ดูหนังที่กทม. เวลาฮา
ก็จะหัวเราะพร้อมกัน ทั้งโรง แบบผู้ดี แล้วก็เงียบ                        ดูที่เชียงราย  หัวเราะทั้งโรงไม่พอ         ต้องมี ก๊ากกกกกกก ฮ่าฮ่าๆๆๆๆๆ    เอิ้กๆๆๆๆๆ

ต่ออีกไม่ต่ำกว่าห้าวินาที     แล้วก็ดังมากกกกกด้วย บางครั้งอาจจะแถมเรอ
ยาวๆ ออกมาอีก

หัวเราะกันสะใจสุดริด       พอจบเสียงหัวเราะ
ก็จะต่อด้วยมุขที่ทุกคนในโรงพร้อมใจคิด

เชื่อหรือไม่ครับ
บางฉาก มันต่างคนต่างคิดมุข แล้วยิงออกมาจนเสียงตีกัน ในฉากๆ เดียว มีถึงสองมุข
มันเป็นไปได้ไงครับ

ผมถึงกับอึ้งในความครีเอทของพวกมัน

 

 

ปล.  สุดท้ายนี้
ผมอยากให้ทุกท่านนำข้อความนี้ส่งไปให้เพื่อนมากที่สุด และอยากให้บอกต่อ

เพื่อที่จะปรับปรุง
วัฒนธรรมการดูหนังของคนเชียงราย (ซึ่งอาจมีบางคนเป็นแบบนี้)

Posted in Uncategorized | 2 Comments

Newcastle… my love

ผมจำไม่ได้ว่า ตัวเอง เริ่มดูกีฬาฟุตบอล ตั้งแต่ เมื่อไหร่

แต่ผมชอบเล่นเกม และเกมๆ นึงที่ไม่พลาดก็คือ CM 96 (Championship Manager 1996)

ผมเล่น มันหลายทีม แต่จำได้ว่า ตอนนั้น แมนยู เก่งสุดๆ เพราะเพิ่งได้แชมป์ มาใหม่ๆ ส่วน นิวคาสเซิล ตอนนั้น ก็ร้ายมากๆ ในยุค ของคิงเคฟ

ส่วนแบล็คเบิร์น ก็เพิ่งได้แชมป์มาใหม่ๆ

 

ผมจึงชอบดูฟุตบอลตั้งแต่นั้นมา

แต่เหตุผลที่เชียร์นิวคาสเซิล เพราะตอนนั้น บ้า ท่องชื่อสนาม ทีมพรีเมียร์ลีค แถมผมยังไล่ขนาดความจุได้อีกต่างหาก

จำได้ว่า โอลแทรฟฟอร์ดใหญ่สุด โดยไม่นับ เวมบลีเก่า รองมาก็เป็น เซนเจมส์ปาร์คนี่แหละ ใหญ่พอๆ กะ กูดิสันพาร์ค เลย รองๆ มาก็เป็น แอนฟิลด์ อะไรพวกนั้น ในเมื่อพี่ชายชอบ แมนยู ผมก็ขอชอบทีมที่สนามใหญ่อันดับสองก็แล้วกัน (ตอนนั้น เอมิเรตสเตเดี้ยม ยังไม่สร้างเลย)

สมัยนั้น ผมยังไม่ได้รู้สึกว่า นิวคาสเซิล เป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิต

แต่… เมื่อผมได้ไปเรียนปริญญาโท ที่ออสเตรเลีย

(ที่เสือกเรียกฟุตบอลว่าซอคเกอร์) ผมชอบออกไปดูผับคนเดียว แถวบ้าน และก็ยังได้ดู นิวคาสเซิล ยุคบิ๊กแซม

ช่วงหลังมา  ผมเริ่มเช็คโปรแกรม ก่อนออกไปผับ เมื่อไปถึงผับ ก็บอกบาร์เทนเดอร์ว่า จะดูนิวคาสเซิล ซึ่งเค้าก็เปลี่ยนให้ เพราะไม่มีใครสนใจแมนยู ลิเวอร์พูลอยู่แล้ว (ก็เค้าไม่ดูฟุตบอลกันนิ)

หลังจาก ผมเรียนจบ และได้กลับมาเมืองไทย ผมตั้งใจไว้ว่า ผมจะดู นิวคาสเซิล เตะ ให้ครบทุกนัด เหมือนที่คนอื่นๆ สามารถได้ดู บิ๊กโฟร์ เตะทุกนัด

ผมชอบเที่ยวกลางคืนมาก แต่ถ้าวันไหน นิวคาสเซิล เตะวันเสาร์ ผมจะไม่ไปเที่ยว และเลือกดูนิวคาสเซิล เตะ ที่บ้านแทน

 

จนปีที่แล้ว ผมคิดได้ว่า จะต้องมีแฟน นิวคาสเซิล ในเมืองไทยแน่นอน ก็เลย search หาดู และได้พบกับ เวป นิวคาสเซิลไทยแลนด์แฟนคลับ

และได้เป็นสมาชิกในเวปนั้น มาตลอด

 

ทุกอาทิตย์ เราจะเศร้า ด้วยกัน เมื่อนิวคาสเซิล แพ้ หรือเสมอ ในบ้าน

และจะมีความสุขมากเป็นสิบเท่า เมื่อชนะ ในหนึ่งๆ เกม

ผมทำงาน แบบมีความสุข ทุกอาทิตย์ ที่นิวคาสเซิล ชนะ

เพื่อนๆ หลายๆ คน บอกว่า มึงจะเชียร์ ทีมที่ไม่ได้ลุ้นอะไรไปทำไม

แต่ ผมคิดว่า ผมรักทีมนี้มาก

 

ผมไม่ได้เชียร์ นิวคาสเซิล เพราะนักเตะ

ผมเชียร์สโมสร มากกว่า

ผมไม่สนหรอกว่า โอเว่น จะดังยังไงขอแค่ว่า พวกเราชนะก็พอ

 

ผมเชียร์ มากจน รู้สึกว่า ตัวเองดูบอล มากกว่า สี่คู่ต่อหนึ่งสัปดาห์

เพื่อดูฟอร์ม ของคู่ต่อสู้ทุกทีม

 

ผมไม่ได้เชียร์บอลเพื่อไปคุยทับถมใคร แค่มีความสุขมากๆ เวลาชนะเท่านั้นเอง

 

ผมมีความสุข ทุกครั้ง ที่ได้นั่งดู ทีมรักลงเตะ

ผมพยายาม เสาะหา เพลงประจำสโมสร เพลงต่างๆ ที่เค้าร้องเชียร์กันในสนาม เพื่อจะได้รู้จัก

 

แต่แล้ว ฤดูกาลแห่งความแย่ ก็มาถึง

2008-2009

ไม่รู้ว่า หายนะ จากที่ไหนมันมาสิงสู่พวกเรา

เราดิ้นรนหนีตกชั้น กันแบบลืมตาย

 

ผมน้ำตาแทบร่วงทุกครั้งที่แพ้ และเมื่อคิดว่า ฤดูกาลหน้า จะไม่มีทีมรักให้เชียร์ ให้ดูบอลต่อไป มันจะใจหายเสมอ

 

ผมประกาศกับคนรู้จักของผมทุกคนว่า ผมจะไม่เชียร์ทีมอื่นอีก และจะไม่ดูบอล ไปจนกว่า นิวคาสเซิล จะกลับมา พรีเมียร์ลีค

 

ผมร้องไห้ ออกมาด้วยความปลื้มปนดีใจ เมื่อเราชนะ ในเกม อีสานดาร์บี้ มันเดย์ไนท์ ในวันที่ 11 พฤษภาคม และบอกว่า เรารอดแน่ๆ

 

มาจนถึง นัดสุดท้าย ที่ต้องพึ่งแมนยู ชุดละอ่อน และตัวเองก็ต้องไม่แพ้ด้วย คืนวันเสาร์ ผมนอนไม่หลับ เพราะตื่นเต้น ไม่รู้ว่า วันอาทิตย์ จะเป็นอย่างไร ถ้าตกชั้นแล้ว เราจะทำอะไร ถ้ารอด แล้วเราจะไปฉลองที่ไหนดี ผมเครียดมากๆ

 

บ้านผมรับหนังสือพิมพ์สตาร์ซ็อคเกอร์รายวัน นั่นหมายถึง ทุกวัน ผมจะต้องเสพสื่อฟุตบอล ตอนช่วงบ่ายๆ ของวัน

แต่ ถ้านิวคาสเซิล ตกชั้น ผมคงจะไม่อ่านมันอีกแม้แต่เล่มเดียว ในฤดูกาลหน้า

 

คือวันอาทิตย์นี้เอง ที่น้ำตาไหลออกมาแล้ว ไหลออกมาอีกเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด ที่ วิลล่า ปาร์ค

นิวคาสเซิล แพ้ 1-0 ทั้งๆ ที่แมนยู อุตส่า บุกไปอัดฮัล คาบ้านให้แล้วแท้ๆ

ต้องยอมรับว่า ทีมเราห่วยจริงๆ

ผมน้ำตาไหลหน้าทีวี

แม้แต่ตอนนอน ก็ยังนอนไม่หลับ

ตื่นมาเช้าวันจันทร์ รู้สึกไม่อยากไปทำงาน

ดู เรื่องเล่าเช้านี้ เห็น เอกราช ใส่ชุด นิวคาสเซิล มารายงานข่าว น้ำตาก็ร่วงออกมาอีกที

 

ไม่รู้เมื่อไหร่จะทำใจได้…

แต่ ตอนนี้ …. ขอบอกว่า ผมเลิกดูบอล และ งดคุยเรื่องบอล …

จนกว่าทีมรักจะกลับมาใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted in Uncategorized | 1 Comment

The return of LATE’

เรื่องของเรื่องคือ…เพิ่งเขียนไปว่า เอาน้องลาเต้ ไปให้คนอื่น
 
 
แต่… เค้าเอาไปเลี้ยงได้ แป๊ปเดว ก็เอามาคืน
 
สรุป.. น้องลาเต้ เลยอยู่กับผมต่อไป
Posted in Uncategorized | 1 Comment

น้องหมาซ่าสุดๆ ตอน2 (ตอนจบ)

 

 

และแล้ว เวลา ก็ผ่านไปนานมาก

นานถึงห้าปี

 

และแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสเลี้ยงน้องหมาตัวใหม่

 

พวกเราทุกคน ช่วยกัน ตั้งชื่อให้น้องหมา ผู้น่ารักคนนี้

โดยจัดประกวด การตั้งชื่อ

เหมือน ประกวด ออกแบบ ตราสัญลักษณ์ทีมชาติไทย เพื่อไปบอลโลก

 

โดยมี condition ว่า ชื่อ จะต้องขึ้นต้นด้วย ร เรือ หรือไม่ก็ ล ลิง

ให้เข้ากับชื่อ ริว หมาตัวก่อน

 

โดยชื่อต่างๆ มีดังนี้

ริกิ กระผมเป็นคนส่งเข้าประกวด

เรียวโกะ คุณมาม๊า ส่งเข้าประกวด

ลาเต้ พี่ชาย ส่งเข้าประกวด

 

สุดท้าย ลาเต้ เป็นชื่อที่ชนะ การแข่งขัน ซึ่งคณะกรรมการผู้คัดเลือกคือ กระผมเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

แค่คืนแรก ที่เอามันมา ผมก็อยากจะร้องไห้

เพราะมันเห่าแบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ผมต้องขังมันไว้ เพราะกลัวมันทำอะไรแปลกๆ

ผมนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะมันเห่าอยู่ใต้ห้องผม จนต้องยอมไปปล่อยมันออกจากกรง

หลังจากนั้นมา สองเดือนเต็มๆ มันเลิกเห่า แต่เสือกขี้ ฉี่ อึ เยี่ยว อ้วก เรี่ยราด

ทำทุกอย่างที่สกปรก         ผมต้องทำความสะอาด ความทุเรศมันบ้าง

ให้แม่บ้าน ช่วยทำบ้าง

 

การอาบน้ำครั้งแรกของผมกะมัน

มันไม่เคยอยู่นิ่ง ผมต้อง กอดมันไปด้วย อาบน้ำไปด้วย

ลำบากสุดๆ

จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่สามารถ ทำให้มันอยู่นิ่งได้เลย

 

ใครๆ ก็บอกว่า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นหมาโง่ เพราะมันเป็นหมา ลากเลื่อน

ซึ่งผมก็คิดว่า จริง    มันโง่จริงๆ

มัน เห่า คนแปลกหน้า ทุกคน ซึ่งผมคิดว่า เป็นการดีมาก จะได้ ช่วยไล่ขโมยได้

 

วันดีคืนดี มันก็เห่าใส่ มาม๊า แล้วก็ไล่กัดอีกต่างหาก

มาม๊า บอกว่า ไม่เคยรู้สึกว่า น้องลาเต้ น่ารักเลย

ผมก็รู้สึกว่า มันไม่เชื่อง มันโง่ แต่ผมก็พยายาม สอนมัน ให้ได้มากที่สุด

 

ผมสอนมันจนเรียกมันมาหา บอกให้มันนั่ง บอกให้มันหมอบได้

ผมสอนมันภายในเวลาสองวันเท่านั้น

ผมว่ามันฉลาด บางเรื่องนะ

 

ช่วงหลังมา มันเริ่มไม่ขี้ เรี่ยราด

แต่มัน ก็เห่า และวิ่งไล่คนในบ้าน ประกอบกับ มีข่าว หมา งับคนตายออกมาบ่อยๆ บุคคล ในบ้าน เลยเลี่ยงที่จะเล่นกับมัน

 

สิ่งที่ทำให้ มันเริ่มน่ารังเกียจ มากขึ้นอีก คือ

มันเป็นขี้เรื้อนเปียก ผมเสียค่ารักษา มันมากกว่า สามพันบาทแล้ว

รักษา ไม่หาย ก็เปลี่ยนคลินิก เพราะคิดว่า หมอ แม่งไม่เก่ง

 

เปลี่ยนไปสองที่ สุดท้าย ดีขึ้นมาก

แล้วอาการมันก็ลามขึ้นมา ทั่วตัว ขนหาย ผิวกลายเป็นสีแดง

กลายเป็น หมาขี้เรื้อน เต็มตัว

 

ผมต้องอุ้มน้องลาเต้ ขึ้นรถ Toyota fortuner ทุกวันพุธเพื่อไปส่งมันไป ฉีดยารักษาโรคเรื้อนเปียก ซึ่งก็ไม่ทราบว่า มันได้มาจาก พ่อแม่ มัน หรือหมา ข้างบ้าน

 

ปี 2552 นี้ พี่สะใภ้ของผม ก็ท้อง และเป็นคนไม่ชอบหมา

มาม๊าผมก็ไม่ชอบหมา แต่ก็ยังให้อาหารมันได้

แล้วผมจะไปเที่ยว มาเก๊า ประมาณหนึ่งอาทิตย์

โดยจะมีแค่พี่ชาย และพี่สะใภ้อยู่สองคน และรับ อาม่า มาอยู่ด้วยอีกคน

มาม๊าก็ออกความเห็นว่า ไม่มีคนดูแล บวกกับ มันอาจบ้าไปกัด อาม่าด้วย

 

สุดท้าย น้องลาเต้ ก็ถูกโหวตออกจากบ้าน ทั้งที่ยังเล่นไม่จบซีซั่น

 

ถ้าใครได้ดู series เมกา จะรู้ได้เลยว่า ตัวละครสำคัญมันตาย เพราะนักแสดงตัวจริงแม่มมีปัญหา เลยโดน ตัดจบซะเลย

 

มะรืนนี้ จะไปมาเก๊าแล้ว น้องลาเต้ คงจะได้เห็นผม วันนี้ วันสุดท้ายแล้วสินะ

 

 

8 เดือนที่ผ่านมา มีทั้งสุขและทุกข์จริงๆ

 

ลาก่อนนะ น้องลาเต้

ปล. คิดว่า น้องลาเต้ จะเป็นสัตว์เลี้ยงตัวสุดท้ายของผมจริงๆ แล้วล่ะ

 

Posted in Uncategorized | 2 Comments

น้องหมาซ่าสุดๆ ตอน 1

น้องหมา ซ่าสุดๆ

 

ย้อนกลับไปเมื่อตอนกระผมอยู่ ม.สี่ กระผมได้เอาสุนัข (หรือหมา ในภาษาชาวบ้าน) มาเลี้ยงหนึ่งตัว

มันชื่อ "ริว" เป็นพันธฺ์เยอรมันเชพเฟิร์ส หรือ พันธ์อาเซเชี่ยน (ไม่รู้เขียนถูกป่าวนะ) ก็ไม่รู้ ซึ่งผมไม่รู้ว่า ไอ่สองพันธุ์นี้มันต่างกันตรงไหนด้วยซ้ำ

มันเป็นเพศผู้

  

วันแรกที่เอา น้องริว เข้าบ้านมา จำได้ว่า มันติดผมมาก

จะต้องเดินตามตลอด ไม่ยอมห่างตัว

ถึงขนาดว่า ถ้าผมไม่อยู่ มันจะร้องเสียงดังตลอดเวลา จนผมต้องนั่งอ่านการ์ตูน แถวๆ กรงมัน ให้มันหลับไปก่อน แล้วถึงจะหนีไปนอนได้

 

ต้องบอกว่า ริวเป็นหมาหน้าตาดีมาก

ผมไม่เคยหมาอาเซเชี่ยนที่ไหน หล่อ เท่ามันมาก่อน

มันตัวใหญ่มาก อ้วนนิดหน่อย ถ้าเปรียบเทียบกับเจ้าของแล้ว ช่างเหมือนกันจริงๆ (หล่อ หุ่นดีแบบอ้วนนิดๆ และก็ฉลาด)

 

ริว ถูกผมและปาป๊า เลี้ยงด้วยลำแข้งมาตลอดเวลา

จำได้ว่า ครั้งแรกที่เห็นมันขี้ ผมกับปาป๊า วิ่งไล่เตะมัน ในขณะที่ในยังขี้ไม่สุด มันต้องรีบหนีไป ขี้ที่สวน ทั้งๆ ที่มันมีอายุแค่สองเดือนกว่า

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่เคยเห็นมันขี้ต่อหน้าผมและปาป๊าอีกเลย

 

ตอนแรกๆ ที่เอามันมาที่บ้าน ตอนกลางคืน ผมจะขังมันไว้ในกรง เพราะมันชอบออกไปขุดดิน เล่นหญ้า ทำตัวสกปรกมาก

แต่พอกลางดึก ห้องของผม อยู่บนหัวกรงมันเลย เสียงเลยดังมาก

มันจะเห่า กลางดึกตลอด ทำให้ผมนอนไม่หลับ

บางครั้ง ตอนเช้าๆ มันจะเห่า ผมจะตื่นมาด้วยความหงุดหงิดหัวใจขั้นสุดยอด และลงมา เอาลูกฟุตบอลหนัง ที่เล่นกับมันด้วยกัน

มาขว้างใส่มัน (ซึ่งมันจะไม่เจ็บมาก คือน้อยกว่าโดยเตะ) แล้วมันจะกลัวสุดๆ และรู้ว่า ห้ามเห่าตอนเช้า

 

ผมจำแทบไม่ได้ว่าฝึกไอ่ริวอย่างไร

แต่พอจำได้ว่า ไม่ได้ฝึกมันมากเท่าไหร่เลย แต่ไม่รู้ทำไม ผมว่ามันฉลาด และไม่เป็นภาระกับพวกเราเลย

คือบ้านผมกับร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซต์จะอยู่ติดกัน ของในร้านนี่มีเยอะมาก

แต่มันไม่เคยแตะต้อง อะไหล่ พวกนั้นเลย

ซึ่งมันคงรู้ถึงรังสีอำมหิต ที่ผมกับปาป๊ามีว่า "มึงลองแตะอะไหล่ในร้านดูสิ มึงจะไม่ได้แตะอะไรในโลกนี้อีก"

 

ริวมันน่ารักมาก มันเป็นหมาฟังรู้เรื่อง

ผมสามารถสั่งให้มันมาหาผมได้อย่างง่ายดาย

แต่ไม่สามารถขอมือมันได้ เหมือนหมาปกติทั่วไป

 

 

ผมสามารถบอกให้มันเปิดประตูออกจากบ้านผมเองได้ (คือสั่งให้ออกจากตัวบ้าน แล้วมันจะวิ่งออกไปเลย)

ความน่ารักของมัน จะสามารถเข้าประกวดเป็นนางงามได้อีกด้วย

เพราะว่าถ้าผมทำท่าจะทะเลาะกับใคร มันจะเข้ามาห้ามปราม

 

ประมาณว่า หมารักสันติ ควรจะไปประกวดนางงามหมาอย่างแรง

โดยมีสโลแกนว่า “Love Peace”

 

ผมสั่งให้มันไปคาบลูกบอลต่างๆ มาให้ผมได้อีกด้วย

 

เรื่องนั้นช่างมันเหอะนะ

 

ริว เป็นหมาที่กินอาหารเม็ด ผสมข้าวและกระดูกไก่

มันกินอย่างนั้นตั้งแต่เข้าบ้าน AF1 จนถึงตอนที่ถูกโหวตออก AF6 (6 ปีแล้วก็ตาย)

 

ไอ่ริว มีรุ่นพี่ที่สนิทสุดๆ ชื่อโจ้ เป็นหมาสีดำข้างๆ บ้าน (เสือกชื่อเหมือนไอ่โจโจ้ จอมติส ซะงั้น)

มันชอบออกไปทักทายกันตอนเฃ้า

แต่ผมว่า มันคุยกันไม่รู้เรื่องเพราะไอ่ริว เป็นหมาเยอรมัน ส่วนไอ่โจ้ มันเป็นหมาไทยแท้ (ซะงั้น)

แต่ไม่แน่ หมาเยอรมัน เกิดที่ไทย ยังไงมันก็พูดไทยกันรู้เรื่อง

 

แต่แล้ววันหนึ่ง หัวอกเจ้าของอย่างผมก็ต้องเจ็บปวดรวดร้าวที่สุด เมื่อกระผมเดินลงมาจากบ้านแล้วก็เห็น

….

..

.

ไอ่ริว กำลังขย่ม พี่โจ้ อย่างเมามันส์ด้วยความเร็วพอเหมาะพอเจาะ

ขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นๆ แล้วก็ลง

 

แต่ ไอ่โจ้ มันเป็นตัวผู้ครับพี่น้อง

 

..

.

 

อารมณ์นั้น สาบานได้ว่า เหมือนพี่นกสินใจ เห็นน้องมาริโอ้ ดูดปากกับเพื่อนรัก อย่างเมามัน

ได้อารมณ์สุดๆ เลยครับ

 

น้องริว ของผมนี่นับได้ว่า เป็นหมา soft มากๆ เลยครับ

เพราะมันไม่เคยเห่าไล่ หรือไล่กัดใครเลย ซักครั้ง

เท่านั้นยังไม่พอ

 

มันเสือกกลัวหนู

 

ผมก็กลัวหนู (แต่ชอบอีหนู)

แต่ผมไม่กลัวแมลงสาบ ผมออกจะชอบแมลงสาบด้วยซ้ำ (ชอบกระทืบ แล้วมีเสียงดัง แกว๊บบบ)

 

แล้ว ทำไม มันกลัวหนู

อันนี้ ไม่รู้เหมือนกัน

รู้แต่ว่า เวลาผมเอาข้าวให้มันกิน

บางครั้ง ผมเห็นมันนอนหงอยๆ นั่งมองจานข้าวตัวเอง

พอเหลือบไป ก็เห็นหนูตัวใหญ่ กำลังกินข้าว น้องริว อย่างเอร็ดอร่อย

ส่วนน้องริว ก็ต้องยอมให้ไอ่หนูมันกิน

ผมต้องทำเสียงดังไล่ หนูไป

แถมยังต้องทิ้งข้าวจานนั้นไปอีกด้วย

เพราะมันอาจติดเชื้อโรคจากหนูอีกด้วย

 

ริว มันฉลาดมาก

ผมจะเรียก หรือ ไล่ ให้มัน ไปไหนมาไหนได้ตลอด

ถ้ามันอยากจะออกไปเล่นนอกบ้าน มันจะเห่าอยู่หน้าประตูบ้าน

 

แต่แล้ว ผมก็ต้องจากมันไป เพราะผมต้องเรียนที่ ธรรมศาสตร์ (กรุงเทพ)

ส่วนมันก็ยังอยู่กับ ปาป๊า และ มาม๊า เหมือนเดิม

 

มาม๊า เคยหล่น ประโยคเด็ดออกมาว่า

ถ้าไอ่ริวตาย ม๊าจะไม่ให้เลี้ยงตัวอื่นอีก

 

เหตุผลคือ พวกเราคงไม่สามารถเลี้ยงหมาตัวอื่นให้ฉลาดเท่านี้ได้อีก

ไม่สร้างปัญหาให้พวกเราเลย

 

ช่วงที่ผมไปเรียนที่ กรุงเทพ

ปีนึงผมกลับบ้านครั้งเดียว

 

แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน มันวิ่งกระโจนเข้ามาหาผมตลอด

ผมเล่นกับมันวันละเกือบชั่วโมง

 

พอตอนผมเรียนปีสาม

เช้าวันนึง ม๊า โทรมาหาผมแต่เช้า

บอกว่า ไอ่ริวตายแล้ว

เจอตอนเช้า นอนแข็งอยู่ข้างๆ กรง

จำได้ว่า ตอนนั้น เรียนช่วงเช้าอยู่

พอผมรู้ตอนแรกก็ไม่ได้อะไรมาก

รู้สึกคิดถึงจัง

 

พอกลับมาหอเท่านั้นแหละ

 

น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างกับน้ำตก

 

จำได้ว่า ตอนนั้นอยู่กะหลิว

 

น้ำตามันไม่ยอมหยุดเลย

 

ร้องไห้เป็นชั่วโมง จนหลิวตกใจ

เป็นครั้งที่ร้องเยอะที่สุดในชีวิตแล้วล่ะ

วันต่อมา ตาก็บวม

แค่คิดถึง น้ำตาก็ออกมาคลอเบ้าอย่างง่ายดาย

 

ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นอะไรตาย

แต่ผมเดาเอาเองว่า มันไข้หวัดนกตาย

เพราะมันกินกระดูกไก่ทุกวัน

สุกบ้าง ไม่สุกบ้าง

 

พอผมได้โอกาสกลับบ้านเชียงราย

 

ผมยังไม่ทำอะไรทั้งนั้น

ผมวิ่งไปหาหลุมศพมัน ซึ่งฝังอยู่หลังบ้านที่เป็นต้นไม้

 

บอกกับมันว่า

กอตี้อยู่กับริวมาตลอด แต่ตอนริวจากไป กอตี้กับไม่ได้เห็น ไม่ได้คุยกะริว ยังไง ขอให้ไปสู่สุขตินะ

(ผมเรียก ตัวเองว่า กอ เพราะมันหมายถึงคำว่า พี่ ในภาษาจีน)

 

ผมรู้สึกเสียใจมากๆ อีกอย่างก็คือ

ผมแทบไม่ได้ถ่ายรูปริวเก็บไว้เลย

ทั้งบ้านมีรูปริวอยู่รูปเดียว

ตอนที่ครอบครัวของผม ถ่ายรูปครอบครัว

และให้มันมานั่งอยู่ในครอบครัวด้วย

 

มีความสุขจริงๆ กับช่วงเวลาที่มีริวอยู่

 

มีเรื่องแทรกนิดหน่อย

ตอนเลี้ยงริว เราได้หมาตัวเมียมาตัวนึง

และแล้ว กระผมก็ตั้งชื่อว่า โรส

 

ชื่อน้องหมานี่สำคัญมากๆ เลยนะ

หมาที่ผมคิดชื่อ จะต้องมีการออกเสียงด้วย

ตัว ไม่ก็

 

ส่วนหมาของพี่สาวของผม ต้องตั้งชื่อว่า ซู

เพราะอะไร

เพราะพี่สาวคนโตผมชื่อ ซูหลิง

พี่สาวคนรองของผมชื่อ ซูซาน

 

หมาของพี่สาวผม มีสองตัว

ชื่อว่า ซูโร่ และ ซูโม่

 

กลับมาเรื่องน้องโรส

 

ผมไม่มีความผูกพันกับมันแม้แต่น้อย

เพราะตอนนั้นผมเรียน มธ. และอยู่กทม.

จึงไม่ได้เลี้ยงมันด้วยตัวเอง

 

เท่านั้นยังไม่พอ

มันยังเป็นหมา แรด แบบสุดๆ อีกด้วย

คือ ซนมาก

แถมยังชอบออกไป อ่อย หมาข้างบ้าน

มันทำทุกอย่างที่เจ้าของไม่ชอบ

แย่งข้าว ริว กิน

เห่าหนวกหู

ขี้และเยี่ยวเรี่ยราด

 

และแล้ว มันก็ถูกโหวตออกอย่างง่ายดาย ด้วยเสียงที่เป็นเอกฉันท์

ให้ออกไปจากบ้าน AF

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted in Uncategorized | 2 Comments